Author: Admin ชมรมธรรมธารา

บาลีวันละคำ

เอกฉันท์ (บาลีวันละคำ 395)

เอกฉันท์

อ่านแบบไทยว่า เอก-กะ-ฉัน
บาลีเป็น “เอกจฺฉนฺท” อ่านว่า เอ-กัด-ฉัน-ทะ

“เอกจฺฉนฺท” ประกอบด้วย เอก + ฉนฺท = เอกจฺฉนฺท (บาลีซ้อน จ ตามอักขรวิธี)

“เอก” แปลว่า “หนึ่ง” ใช้ใน 2 สถานะ คือ (1) เป็นสังขยา (คำบอกจำนวน) เช่น “ชายหนึ่งคน” (เน้นที่จำนวน 1 คน = มุ่งจะกล่าวว่าชายที่เอ่ยถึงนี้มีเพียง “หนึ่งคน”) และ (2) เป็นคุณศัพท์ เช่น “ชายคนหนึ่ง” (ไม่เน้นที่จำนวน = มุ่งจะกล่าวถึงชายคนใดคนหนึ่งเท่านั้น)
ในที่นี้ “เอก” ใช้ในฐานะเป็นคุณศัพท์

“ฉนฺท” แปลว่า ความพอใจ, ความชอบใจ, ความยินดี, ความต้องการ, ความรักใคร่, ความปรารถนา, ความอยาก, ความประสงค์, สิ่งกระตุ้นใจ, แรงดลใจ, ความตื่นเต้น, ความตั้งใจ, การตกลงใจ

“เอกจฺฉนท – เอกฉันท์” ความหมายเด่นในภาษาบาลีคือ = ความชอบใจในสิ่งเดียวกัน หรือใจตรงกัน เช่นพอใจที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งร่วมกัน
ความหมายเด่นในภาษาไทยคือ = การตกลงใจร่วมกัน หรือมีความเห็นเป็นอย่างเดียวกันทั้งหมด
ความหมายที่ตรงกันทั้งในบาลีและไทยคือ = ต้องไม่มีเสียงคัดค้าน จึงจะเรียกได้ว่า “เอกฉันท์”

: ถ้า “ฉันต้องเป็นเอก” ก็ยากที่จะมีเอกฉันท์
: แต่ถ้า “เราเป็นเอกร่วมกัน” ก็เอกฉันท์ทันที

Read More
บาลีวันละคำ

เถรวาท (บาลีวันละคำ 394)

เถรวาท

อ่านแบบบาลีว่า เถ-ระ-วา-ทะ
อ่านแบบไทยว่า เถ-ระ-วาด

ประกอบด้วย เถร + วาท

“เถร” แปลตามศัพท์ว่า “ผู้มั่นคง” “ผู้ยังคงอยู่” “ผู้น่าสรรเสริญยกย่อง” หมายถึงพระเถระ, พระผู้ใหญ่, พระภิกษุผู้มีพรรษาตั้งแต่ 10 ขึ้นไป; ผู้เป็นพระเถระ, ผู้แก่, ผู้เฒ่า, ผู้ใหญ่
“วาท” แปลธรรมดาว่า คำพูด, การพูด ในที่นี้มีความหมายว่า คำสอน, ทฤษฎี, ความเชื่อ, หลักความเชื่อ, ลัทธิ, นิกาย (ดูความหมายโดยละเอียดที่คำว่า “อาจริยวาท” บาลีวันละคำ (394) 12-6-56)

“เถรวาท” แปลตามศัพท์ธรรมดาว่า “คำพูดของพระเถระ” เป็นชื่อเรียกพระพุทธศาสนานิกายหนึ่ง พจน.42 บอกความหมายไว้ว่า “ลัทธิที่ถือตามคติซึ่งพระเถระพุทธสาวกได้ทําสังคายนาไว้”

เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ 3 เดือน พระอรหันตเถระ 500 องค์ ผู้แตกฉานในพระธรรมวินัย ได้ฟังคำสอนมาจากพระโอษฐ์โดยตรง ไม่ต้องผ่านครูบาอาจารย์ ได้ประชุมกันประมวลคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วตกลงยืนยันพร้อมกันว่า “พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้อย่างนี้”
เหตุการณ์นี้รู้จักกันในนาม “ปฐมสังคายนา”
นิกายพระพุทธศาสนาที่ยึดถือปฏิบัติตามพระธรรมวินัยที่สืบทอดมาจาก “พระเถระ” เหล่านั้น จึงได้นามว่า “เถรวาท”
พระพุทธศาสนาแบบเถรวาท คืออย่างที่บัดนี้นับถือกันอยู่ในไทย พม่า ลังกา เป็นต้น

คำเตือน :
นับถือ “เถรวาท” ระวังอย่าให้เป็น “เถรส่องบาตร”
คือทําอะไรตามเขาทั้ง ๆ ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว

Read More
บาลีวันละคำ

อาจริยวาท (บาลีวันละคำ 393)

อาจริยวาท

อ่านแบบบาลีว่า อา-จะ-ริ-ยะ-วา-ทะ
อ่านแบบไทยว่า อา-จะ-ริ-ยะ-วาด

ประกอบด้วย อาจริย + วาท
“อาจริย” สันสกฤตเป็น “อาจารฺย” คือคำที่เราใช้ว่า “อาจารย์” หมายถึงผู้ฝึกมรรยาท, ผู้สั่งสอน, ผู้แนะนำ (ดูความหมายโดยละเอียดที่คำว่า “อาจริย” บาลีวันละคำ (133) 18-9-55)

“วาท” มีความหมายดังนี้ –
1 การพูด, คำพูด, การคุย
2 สิ่งที่พูดกัน, ชื่อเสียง, คุณสมบัติ, ลักษณะพิเศษ
3 การสนทนา, การทะเลาะกัน, การโต้เถียง, ความขัดแย้ง, การคัดค้าน
4 คำสอน, ทฤษฎี, ความเชื่อ, หลักความเชื่อ, ลัทธิ, นิกาย

“อาจริยวาท” แปลตามศัพท์ธรรมดาว่า “คำพูดของอาจารย์” แต่โดยความหมาย หมายถึงคำสอนหรือหลักความเชื่อของอาจารย์
“อาจริยวาท” เป็นคำที่ใช้เรียกพระพุทธศาสนานิกายมหายาน หลักหรือแนวคิดของพระพุทธศาสนานิกายนี้ อาจเข้าใจได้ด้วยคำว่า “อาจริยวาท” นั่นเอง กล่าวคือ ไม่ติดใจที่จะต้องรับรองยืนยันว่า “พระพุทธเจ้าสอนอย่างไร” แต่พอใจที่จะยึดถือว่า “อาจารย์สอนไว้อย่างนี้”

พระพุทธศาสนาแยกกันเป็น 2 นิกายใหญ่ คือ (1) “อาจริยวาท” ที่เรียกกันทั่วไปว่า “มหายาน” และ (2) “เถรวาท” ที่ทางฝ่ายมหายานใช้คำเรียกว่า “หีนยาน”

: นับถืออาจารย์
ก็ได้คำสอนอาจารย์

Read More
บาลีวันละคำ

คเวสโก (บาลีวันละคำ 392)

คเวสโก

อ่านว่า คะ-เว-สะ-โก

“คเวสโก” คำเดิมคือ “คเวสก” (คะ-เว-สะ-กะ) ประกอบด้วย คว (บทหน้า) + เอส (ธาตุ = แสวงหา) + ณฺวุ (ปัจจัย แปลงเป็น “อก” = ผู้) = คเวสก แปลว่า “ผู้แสวงหา” “ผู้เสาะหา” “ผู้ค้นหา”

ศัพท์นี้คำกริยา คือ “คเวสติ” (เขา มัน เป็นประธาน เอกพจน์ ปัจจุบันกาล) รากเดิมของคำนี้ มาจาก คว (=โค, วัว) + เอส แปลตามศัพท์ว่า “แสวงหาโค” ต่อมาความหมายกร่อนเหลือเพียง “แสวงหา” คือไม่ว่าจะแสวงหาอะไร ก็คงใช้ว่า “คเวสติ” (เทียบกับคำไทย “กินข้าวกินปลา” หมายถึง “รับประทานอาหาร” แม้ว่าอาหารมื้อนั้นจะไม่ใช่ข้าว หรือไม่มีปลาเลย ก็ยังคงใช้คำนี้)

“คเวสก” เป็นคุณศัพท์ ในที่นี้เป็นที่ทราบกันว่าคือ “ฉายา” (ชื่อที่พระอุปัชฌาย์ตั้งให้เป็นภาษาบาลีเมื่ออุปสมบท) ของท่านอาจารย์มิตซูโอะ ประกอบวิภัตติปัจัยตามหลักบาลีไวยากรณ์จึงเป็น “คเวสโก” ดังที่เรามักเรียกควบกันไปว่า “อาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก”

: ถ้ารู้ว่าแสวงหาอะไร ก็คงได้พบเข้าสักวัน
แต่ถ้าไม่รู้ว่ากำลังแสวงหาอะไร ก็คงต้องแสวงหากันเรื่อยไป

Read More
บาลีวันละคำ

ลาสิกขา [1] (บาลีวันละคำ 391)

ลาสิกขา [1]
(บาลีผสมคำไทย)

“สิกฺขา” ในภาษาบาลีหมายถึงการสำเหนียก, การเรียนรู้, การฝึกฝนปฏิบัติ, การเล่าเรียนให้รู้เข้าใจและฝึกหัดปฏิบัติให้เป็นคุณสมบัติที่เกิดมีขึ้นในตนหรือให้ทำได้ทำเป็น ตลอดจนแก้ไขปรับปรุงหรือพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไปจนถึงความสมบูรณ์

ในคำว่า “ลาสิกขา” นี้ “สิกฺขา” หมายถึงระบบวิถีชีวิตของบรรพชิต เมื่อไม่สามารถอยู่ในวิถีชีวิตเช่นนั้นได้ ก็ออกไป เรียกว่า “ลาสิกขา”

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 บอกไว้ว่า
“ลาสิกขา : ลาสึก, ลาจากเพศสมณะ”

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ.ปยุตฺโต อธิบายว่า
“ลาสิกขา : ปฏิญญาตนเป็นผู้อื่นจากภิกษุ ต่อหน้าภิกษุด้วยกัน หรือต่อหน้าบุคคลอื่นผู้เข้าใจความ แล้วสละเพศภิกษุเสีย ถือเอาเพศที่ปฏิญญานั้น”

คำนี้มักพูดผิดเป็น “ลาสิกขาบท”

“สิกขาบท” หมายถึงศีลแต่ละข้อ ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบวิถีชีวิตของบรรพชิต “ลาสิกขาบท” จึงอาจจะยังไม่ใช่ลาวิถีชีวิตของสมณะก็ได้

“สิกฺขา” หมายถึงระบบวิถีชีวิตทั้งระบบของบรรพชิต
การออกจากความเป็นสมณะ หรือการสึก คำบาลีจึงใช้ว่า “สิกฺขาปจฺจกฺขาน” (สิก-ขา-ปัด-จัก-ขา-นะ) แปลว่า “การบอกคืนสิกขา” ไม่ใช่ “สิกฺขาปทปจฺจกฺขาน”

คำลาสิกขาว่า “นโม ฯลฯ” ๓ จบ แล้วกล่าวว่า –
“สิกฺขํ ปจฺจกฺขามิ, คิหีติ มํ ธาเรถ” (ว่า ๓ ครั้ง)
แปลว่า “กระผมลาสิกขา, ขอท่านทั้งหลายจงจำกระผมไว้ว่าเป็นคฤหัสถ์”

อุดมการณ์ :
บวชอยู่ ก็ขอให้เป็นศรีแก่พระศาสนา
ลาสิกขา ก็ขอให้เป็นศรีแก่สังคม

Read More
บาลีวันละคำ

อานันทมหิดล (บาลีวันละคำ 390)

อานันทมหิดล

เป็นพระนามเดิมในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อเสด็จพระราชสมภพว่า หม่อมเจ้าอานันทมหิดล

“อานันท” บาลีเขียนเป็น “อานนฺท” (อา-นัน-ทะ) แปลว่า ความยินดี, ความร่าเริง, ความเพลิดเพลิน, ความสุขเกษม, ความปราโมทย์, ความปลื้มใจ, ความบันเทิงใจ

“มหิดล” บาลีเป็น “มหีตล” (มะ-ฮี-ตะ-ละ) แปลตามศัพท์ว่า “พื้นแห่งแผ่นดิน” มีความหมายว่า แผ่นดิน, โลก

อานันท + มหิดล = อานันทมหิดล มีความหมายว่า –
1 “ผู้เป็นที่ปลื้มใจของมหิดล” – พระบรมราชชนกคือสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก มีพระนามเดิมว่า “เจ้าฟ้ามหิดล” อันเนื่องมาจากทรงเป็น “ลูกชายคนแรก” จึงย่อมจะเป็นที่ปลื้มใจของ “พ่อ” เป็นที่ยิ่ง
2 “ผู้เป็นที่ปลื้มใจของแผ่นดิน” – เมื่อทรงราชย์สืบพระราชสันตติวงศ์ ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 พระชนมายุเพียง 8 พรรษา จึงทรงเป็นยุวกษัตริย์ที่ทวยราษฎร์ทั้งแผ่นดินปลื้มใจ และชื่นใจเป็นนักหนา

ทรงยังแผ่นดินให้ปลื้มใจเพียง 12 ปี ก็เสด็จคืนสู่สวรรค์ เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พุทธศักราช 2489

: สพฺพํ รฏฺฐํ สุขํ เสติ
ราชา เจ โหติ ธมฺมิโก
ถ้าพระเจ้าแผ่นดินทรงธรรม
ทวยราษฎร์ก็ร่มเย็นเป็นสุข

Read More
บาลีวันละคำ

พสกนิกร (บาลีวันละคำ 389)

พสกนิกร

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 บอกคำอ่านว่า พะ-สก-กะ-นิ-กอน และ พะ-สก-นิ-กอน ให้ความหมายว่า “คนที่อยู่ในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นพลเมืองของประเทศนั้นหรือคนต่างด้าวที่มาอาศัยอยู่ก็ตาม”

“พสก” พจน.42 ว่า บาลีเป็น วส + ค
“วส” (วะ-สะ) แปลว่า กำลัง, อำนาจ, การควบคุม, อิทธิพล
“ค” (คะ) มาจากรากศัพท์ว่า “คม” (คะ-มะ) แปลว่า ไป, ถึง, อยู่
วส + ค = วสค (วะ-สะ-คะ) แปลว่า “ผู้อยู่ในอำนาจ”

“วสค” คำนี้ ภาษาบาลีไม่ใช้คำเดียวโดดๆ แต่จะมีคำขยายกำกับไว้เสมอว่า อยู่ในอำนาจของอะไร เช่น “มจฺจุวสค” = ตกอยู่ในอำนาจของความตาย
ฝรั่งแปล “วสค” (“วสานุค” “วสคต”) ไว้ชัดว่า being in somebody’s power

“วสค” เสียงไทยเพี้ยนเป็น “วสก” แล้วแปลง ว เป็น พ : วสค = วสก = พสก
“พสก” ความหมายเดิม “ผู้อยู่ในอำนาจ” ขยายความหมายเป็น “ผู้อยู่ในปกครอง” และในที่สุด ภาษาไทยลงตัวที่ “คนที่อยู่ในประเทศ” หรือประชาราษฎร

“นิกร” แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ทำส่วนย่อยให้อยู่ใกล้กัน” คือเอาส่วนย่อยหลายๆ ส่วนมาอยู่รวมกัน = ฝูง, กลุ่ม, หมู่, พวก, ประชุมชน, มหาชน
พสก + นิกร = พสกนิกร จึงหมายถึง ปวงประชาราษฎรที่พึ่งพระบรมโพธิสมภารอยู่ในราชอาณาจักร

คนต่ำ-คำสูง :
เราใช้คำว่า “พสกนิกร” กับพระราชาเท่านั้น สื่อความหมายว่าพระราชาต้องทรงธรรม คือมีธรรมเป็นอำนาจ พสกนิกรจึงจะอยู่ในอำนาจนั้นอย่างร่มเย็นเป็นสุข
ผู้ปกครองที่ไม่มีธรรม กล้าหรือที่จะเรียกคนที่อยู่ในปกครองของตนว่า “พสกนิกร” ?

Read More
บาลีวันละคำ

อโคจร (บาลีวันละคำ 388)

อโคจร

บาลีอ่านว่า อะ-โค-จะ-ระ ไทยอ่านว่า อะ-โค-จอน

“อโคจร” ประกอบด้วย อ + โคจร คำหลักอยู่ที่ “โคจร”

“โคจร” แปลตามศัพท์ว่า “ที่โคเที่ยวไป” “เที่ยวไปดังโค” พจน.42 อ้างว่า สันสกฤตแปลว่า “การเที่ยวไปของดวงอาทิตย์”

ความหมายของ “โคจร” คือ –

1 “ที่ซึ่งตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ท่องเที่ยวไป” = อารมณ์ที่รับรู้
2 สถานที่อันจำจะต้องไปเพื่อการยังชีพ เช่น ที่ภิกษุไปเที่ยวบิณฑบาต เรียกว่า “โคจรคาม” = ที่หากิน
3 บุคคลหรือสถานที่ที่ไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ
4 เที่ยวไป, แวะเวียนไป, ดำเนินไปตามวิถี เช่น ดวงดาวโคจร
5 กระบวนการและวิธีการปฏิบัติจิตภาวนาที่ถูกต้อง เช่น มีสติสัมปชัญญะ รู้จักหลีกเว้นสิ่งที่ไม่เหมาะไม่เอื้อ และหมั่นคบคุ้นกับสิ่งอันเอื้อเกื้อกูลเป็นต้น

“โคจร” มี “อ” (อะ) อยู่ข้างหน้าเป็น “อโคจร” มีความหมายว่า บุคคลและสถานที่อันภิกษุไม่ควรไปมาหาสู่ ท่านระบุไว้ 6 ประเภท คือ หญิงแพศยา หญิงหม้าย สาวเทื้อ ภิกษุณี บัณเฑาะก์ (กะเทย) และร้านสุรา

ถามความเห็น :

ผู้อยู่ในฐานะบางฐานะ เช่น สส., สว. หรือรัฐมนตรี ไปเที่ยวในบ่อนการพนัน เข้าข่าย “อโคจร” หรือไม่ ?

Read More
บาลีวันละคำ

ปโยชน (บาลีวันละคำ 387)

ปโยชน

อ่านว่า ปะ-โย-ชะ-นะ
ใช้ในภาษาไทยเป็น “ประโยชน์” อ่านว่า ปฺระ-โหฺยด

รากศัพท์คือ ป (คำอุปสรรค = ทั่ว, ข้างหน้า, ก่อน, ออก) + ยุช (ธาตุ = ประกอบ) + ยุ (ปัจจัย = ความ-, การ-)
กระบวนการทางไวยากรณ์ คือ
– อุ ที่ ยุช เป็น โอ : ยุช = โยช, : ป + โยช = ปโยช,
– แปลง ยุ ปัจจัยเป็น อน (อะ-นะ), : ปโยช + อน = ปโยชน

“ประโยชน์” ในภาษาไทยมีความหมายว่า (1) สิ่งที่มีผลใช้ได้ดีสมกับที่คิดมุ่งหมายไว้ (2) ผลที่ได้ตามต้องการ (3) สิ่งที่เป็นผลดีหรือเป็นคุณ เช่น ประโยชน์ของการศึกษา ประโยชน์ของ facebook

แต่ “ปโยชน” (แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่พึงประกอบ”) มีความหมายมากกว่านี้ คือ การใช้, การประกอบ, การนำไปใช้, การลงมือปฏิบัติ, การประกอบกิจ, การแต่งตั้ง, การกำหนด, การสั่งการ, จุดมุ่งหมาย, ประโยชน์

โปรดเปรียบเทียบกับคำที่ฝรั่งแปล “ปโยชน” ไว้เพื่อความเข้าใจกว้างขวางขึ้นไป –
1 การประกอบการ, ธุรกิจ undertaking, business
2 การแต่งตั้ง appointment
3 กฎ, คำสั่ง, คำห้าม prescript, injunction
4 ความประสงค์, การใช้, ประโยชน์ purpose, application, use

ได้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า –
: คำบางคำ มีความหมายมาก แต่เราเอามาใช้ในความหมายเดียว
: คนบางคน มีความสามารถมาก แต่ถูกใช้งานอยู่ด้านเดียว

Read More
บาลีวันละคำ

วิญญาณ (บาลีวันละคำ 386)

วิญญาณ

อ่านว่า วิน-ยาน
บาลีเป็น “วิญฺญาณ” อ่านว่า วิน-ยา-นะ

“วิญฺญาณ” รากศัพท์คือ วิ (คำอุปสรรค = วิเศษ, แจ้ง, ต่าง) + ญา (ธาตุ = รู้) + ยุ (ปัจจัย แปลงเป็น อน [อะ-นะ] แปลง น เป็น ณ) : วิ + (ซ้อน ญ) + ญา + (ยุ = อน =) อณ = วิญฺญาณ แปลว่า ความรู้แจ้ง

คำนี้ไม่มีปัญหาในการเขียนหรืออ่าน แต่มีปัญหาในทางความเข้าใจ
พจน.42 บอกไว้ว่า “วิญญาณ” คือ สิ่งที่เชื่อกันว่ามีอยู่ในกายเมื่อมีชีวิต เมื่อตายจะออกจากกายล่องลอยไปหาที่เกิดใหม่

ตามหลักพุทธศาสนาเถรวาท วิญญาณที่อยู่ในกายเมื่อมีชีวิต ก็คือความรับรู้อารมณ์ คือ เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส รู้สิ่งที่กระทบกาย (เช่น เย็นร้อนอ่อนแข็งเป็นต้น) และรู้เรื่องที่ใจนึกคิด
และพระพุทธศาสนาเถรวาทไม่ได้สอนว่า เมื่อตาย วิญญาณจะออกจากร่างล่องลอยไปหาที่เกิดใหม่ แต่บอกว่า เมื่อจุติจิตเกิดแล้วดับไป (คือตาย) ถ้ายังมีกิเลสอยู่ จุติจิตจะเป็นปัจจัยให้ปฏิสนธิจิตเกิดติดต่อกันไปทันที (คือเกิดใหม่)

เมื่อพูดว่า “วิญญาณ” เราจะแปลเป็นอังกฤษว่า soul และพอเห็นคำว่า soul ก็จะแปลกันว่า “วิญญาณ”

แต่ฝรั่งที่ทำพจนานุกรมบาลี-อังกฤษ ไม่ได้แปล “วิญญาณ” ว่า soul และไม่ได้แปล soul เป็นบาลีว่า “วิญฺญาณ”

หลัก :
วิญญาณไม่ใช่เรื่องของความเชื่อ แต่เป็นเรื่องของความจริง
เมื่อใดทำความเห็นให้ตรงกับความจริง (ยถาภูตํ ปชานาติ) เมื่อนั้นก็จะรู้ว่าวิญญาณคืออย่างไร

ชี้ทาง : ตายแล้ววิญญาณออกจากร่าง จริงหรือ – อ่านที่นี่ —
(อดทนอ่าน แล้วจะเข้าใจว่าตายแล้ววิญญาณไปไหน)

Read More
น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้