บาลีวันละคำ

บาลีวันละคำ

อิทธิพล (บาลีวันละคำ 778)

อิทธิพล

อ่านว่า อิด-ทิ-พน
บาลีเขียนว่า “อิทฺธิพล” (มีจุดใต้ ทฺ) อ่านว่า อิด-ทิ-พะ-ละ
ประกอบด้วย อิทฺธิ + พล

“อิทฺธิ” รากศัพท์มาจาก อิธฺ (ธาตุ = เจริญ) + อิ ปัจจัย, ซ้อน ทฺ หลัง อิ ต้นธาตุ
: อิธ > อิทฺธ + อิ = อิทฺธิ แปลตามศัพท์ว่า “เหตุเป็นเครื่องเจริญ”

“อิทฺธิ” ในภาษาบาลี โดยเฉพาะที่สรุปได้จากคัมภีร์ มีความหมายดังนี้ –

(1) ความสมบูรณ์พรั่งพร้อมสมกับตำแหน่งฐานะ

(2) ความสามารถทำสิ่งใดๆ ได้ตามที่ผู้อยู่ในฐานะนั้นๆ จะพึงทำได้

(3) ความสามารถเหนือวิสัยสามัญอันเกิดจากการอบรมจิตถึงระดับ เช่น หูทิพย์ ตาทิพย์ เหาะได้ (โดยไม่ต้องใช้เครื่องช่วยใดๆ)

(4) การฝึกฝนอบรมให้มีคุณธรรมอันจะสามารถทำสิ่งใดๆ ให้สำเร็จได้ตามปรารถนา

Read More
บาลีวันละคำ

เจ้ากรรมนายเวร (บาลีวันละคำ 779)

เจ้ากรรมนายเวร
บาลีว่าอย่างไร

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –

“เจ้ากรรมนายเวร : ผู้เคยมีกรรมมีเวรต่อกันมาแต่ชาติก่อน, เจ้ากรรม ก็ว่า”

“เจ้ากรรมนายเวร” ตามความรู้สึกหรือความเข้าใจของคนทั่วไปหมายถึง สิ่งที่มักจะไม่มีตัวตน แต่มีอำนาจบันดาลให้เกิดโทษ เกิดทุกข์ เกิดปัญหาต่างๆ

เคยพบในบทแผ่เมตตา มีคำว่า “เวรี” มีคำแปลว่า “เจ้ากรรมนายเวร”

“เวรี” มาจากคำว่า เวร (เว-ระ) + อี ปัจจัย

“เวร” แปลตามศัพท์ว่า –

(1) “กรรมที่เป็นไปโดยอาการผิดรูป” คือเจตนาปองร้ายอันน่ารังเกียจ
(2) “อารมณ์ที่มีอยู่ในผู้กล้าโดยมาก” (ผู้จองเวรคือผู้กล้าที่จะเสีย)

“เวร” แปลตามความหมายว่า ความเกลียด, ความพยาบาท, การเป็นปรปักษ์, ความโกรธ, ความปองร้าย, ความยินร้าย, ความแค้นเคือง, ความคิดร้ายตอบแก่ผู้ทำร้าย, บาป, อกุศล (hatred, revenge, hostile action, sin)

เวร + อี = เวรี แปลว่า “ผู้มีความยินร้ายต่อกัน” หมายถึง ข้าศึก, ศัตรู, ผู้จองเวรกัน

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “เวรี” เป็นอังกฤษว่า bearing hostility, inimical, revengeful (เป็นศัตรู, เป็นปฏิปักษ์, ผูกพยาบาท)

“เวรี” สันสกฤตเป็น “ไวรี” ภาษาไทยใช้เป็น “ไพรี”

Read More
บาลีวันละคำ

มหกรรม (บาลีวันละคำ 777)

มหกรรม

อ่านว่า มะ-หะ-กำ
บาลีเป็น “มหกมฺม” อ่านว่า มะ-หะ-กำ-มะ
ประกอบด้วย มห + กมฺม

“มห” รากศัพท์มาจาก มหฺ (ธาตุ = บูชา) + อ ปัจจัย แปลว่า “งานเป็นที่บูชา” หมายถึง –

(1) การควรเคารพ, ความน่านับถือ (worthiness, venerableness)
(2) การสมโภช, การฉลอง (festival, celebration)

“กมฺม” รากศัพท์คือ กรฺ (ธาตุ = กระทำ) + รมฺม (รำ-มะ) ปัจจัย ลบ รฺ ที่ธาตุ และลบ ร ที่ปัจจัย

: กรฺ > ก + รมฺม > มฺม : ก + มฺม = กมฺม แปลตามศัพท์ว่า “การกระทำ” “สิ่งที่ทำ” นิยมพูดทับศัพท์ว่า “กรรม”

“กมฺม – กรรม” มีความหมายหลายนัย :

– การกระทำทั้งปวง เรียกว่า กรรม
– การถูกทำ, สิ่งที่ถูกทำ, ผลของการกระทำ ก็เรียกว่า กรรม
– การทำกิจการงาน, การประกอบอาชีพ ก็เรียกว่า กรรม
– พิธีกรรม, พิธีการต่างๆ ก็เรียกว่า กรรม

มห + กมฺม = มหกมฺม > มหกรรม

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –

“มหกรรม : การฉลอง, การบูชา. (ป. มหกมฺม)”

Read More
บาลีวันละคำ

บัณฑิต (บาลีวันละคำ 776)

บัณฑิต

อ่านว่า บัน-ดิด
บาลีเป็น “ปณฺฑิต” อ่านว่า ปัน-ดิ-ตะ

คำว่า “ปณฺฑิต” มีรากศัพท์มาได้หลายทาง เช่น :

(1) ปณฺฑา (= ปัญญา) + อิต (= ไป, ดำเนินไป, เกิดขึ้นพร้อม) ลบสระที่ ปณฺฑา
: ปณฺฑา > ปณฺฑ + อิต = ปณฺฑิต แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ดำเนินชีวิตด้วยปัญญา” “ผู้มีปัญญาเกิดพร้อมแล้ว”

(2) ปฑิ (ธาตุ = ไป, ถึง, เป็นไป) + ต ปัจจัย, ลงนิคหิตอาคมแล้วแปลงเป็น ณ
: ปฑิ > ปํฑิ > ปณฺฑิ + ต = ปณฺฑิต แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ดำเนินไปสู่ความเป็นผู้ฉลาด”

(3) ปณฺฑ (ธาตุ = รู้) + ต ปัจจัย, อิ อาคม
: ปณฺฑ + อิ = ปณฺฑิ + ต = ปณฺฑิต แปลตามศัพท์ว่า “ผู้รู้จักประโยชน์และมิใช่ประโยชน์”

Read More
บาลีวันละคำ

กฤษดาภินิหาร (บาลีวันละคำ 775)

กฤษดาภินิหาร

อ่านว่า กฺริด-สะ-ดา-พิ-นิ-หาน
(คำว่า กฤษ- เสียงเดียวกับคำว่า อังกฤษ ต่อด้วย -สะ-ดา-)

บาลีเป็น “กตาภินีหาร”
ประกอบด้วย กต + อภินีหาร = กตาภินีหาร

“กต” (กะ-ตะ) แปลตามศัพท์ว่า “อันเขาทำแล้ว” หมายถึง สิ่งที่ถูกทำ ถูกสร้างมาเรียบร้อยแล้ว

“อภินีหาร” (อภิ + นีหาร, อะ-พิ-นี-หา-ระ) แปลตามศัพท์ว่า “การนำออกอย่างดียิ่ง” หมายถึง การนำตนเองออกไป (เพื่อมุ่งไปสู่ทางที่สูงขึ้นจากที่เป็นอยู่), วิธีที่จะกระทำ, ความประพฤติที่ถูกต้อง, ความพยายาม, ความตั้งใจ, ปณิธาน (taking oneself out to, way of acting, proper behaviour, endeavour, resolve, aspiration)

กต + อภินีหาร = กตาภินีหาร เป็นคุณศัพท์ หมายถึงบุคคลที่ตั้งความปรารถนาไว้อย่างสูงแล้วทำความดีอันเป็นเหตุให้ได้บรรลุผลที่ต้องการ (ทำมาเรียบร้อยแล้ว ไม่ใช่คิดจะทำหรือกำลังทำ)

ในคัมภีร์พบว่า คำว่า “กตาภินีหาร” มักปรากฏควบคู่กับคำว่า –

(1) ปุญฺญวา (ปุน-ยะ-วา) แปลว่า “ผู้มีบุญ” ดังคำเก่าของคนไทยพูดว่า “ผู้มีบุญมาเกิด”

(2) ทินฺนทาน (ทิน-นะ-ทา-นะ) แปลว่า “ผู้ให้ทานมาแล้ว” หมายถึงเป็นผู้ที่ได้เคยเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างมาแล้ว

(3) ปุพฺพเหตุสมฺปนฺน (ปุบ-พะ-เห-ตุ-สำ-ปัน-นะ) แปลว่า “ผู้ทำเหตุให้ถึงพร้อมมาแต่กาลก่อน” หมายถึงเป็นผู้สั่งสมบุญบารมีมาแล้วทุกภพทุกชาติ

Read More
บาลีวันละคำ

อรหันต์ (บาลีวันละคำ 774)

อรหันต์

อ่านว่า อะ-ระ-หัน
(พจน.54 บอกว่า อ่านว่า ออ-ระ-หัน ก็ได้)
บาลีเป็น “อรหนฺต” อ่านว่า อะ-ระ-หัน-ตะ

คำว่า “อรหนฺต” มีรากศัพท์มาได้หลายทาง เช่น :

(1) อรห (ธาตุ = สมควร) + อนฺต ปัจจัย = อรหนฺต แปลว่า “ผู้ควรแก่การบูชาพิเศษของเทพและมนุษย์ทั้งหลาย”

(2) น (= ไม่, ไม่ใช่) > อ + รห (ธาตุ = สละ, ทอดทิ้ง) = อรห + อนฺต ปัจจัย = อรหนฺต แปลว่า “ผู้อันคนดีไม่ควรทอดทิ้ง”

(3) อริ (= ข้าศึก) > อร + หนฺ (ธาตุ = กำจัด) = อรหน ลบที่สุดธาตุ > = อรห + อนฺต ปัจจัย = อรหนฺต แปลว่า “ผู้กำจัดข้าศึกคือกิเลสได้แล้ว”

(4) อร (= ดุม กำ กง อันประกอบเข้าเป็นวงล้อ) + หนฺ (ธาตุ = กำจัด, เบียดเบียน) = อรหน ลบที่สุดธาตุ > อรห + อนฺต ปัจจัย = อรหนฺต แปลว่า “ผู้หักซึ่งวงล้อแห่งสังสารวัฏได้แล้ว”

(5) น (= ไม่ใช่, ไม่มี) > อ + รห (= การไปมา) = อรห + อนฺต ปัจจัย = อรหนฺต แปลว่า “ผู้ไม่มีการไปมา” คือไม่ไปเกิดในภพภูมิไหนๆ อีก

(6) น (= ไม่ใช่, ไม่มี) > อ + รห (= ความลับ, ที่ลับ, ความชั่ว) = อรห + อนฺต ปัจจัย = อรหนฺต แปลว่า “ผู้ไม่มีความลับ” (ไม่มีความไม่ดีไม่งามที่จะต้องปิดบังใครๆ) “ผู้ไม่มีที่ลับ” (สำหรับที่จะแอบไปทำความไม่ดีไม่งาม) “ผู้ไม่มีความชั่ว”

Read More
บาลีวันละคำ

อนาคามี (บาลีวันละคำ 773)

อนาคามี

ไทยและบาลีเขียนเหมือนกัน อ่านว่า อะ-นา-คา-มี

“อนาคามี” รากศัพท์มาจาก น (นะ) (= ไม่, ไม่ใช่) + อา (คำอุปสรรค กลับความหมายของคำหลัง : ไป = มา) + คมฺ (ธาตุ = ไป) + ณี ปัจจัย, ลบ ณ, ทีฆะต้นธาตุ (คือยืดเสียง อะ ที่ ค (< คมฺ) ให้เป็น อา : ค- > คา-

กระบวนการทางไวยากรณ์ :
ขั้นที่ 1 : อา + คมฺ = อาคม > อาคาม + ณี > อี = อาคามี แปลว่า “ผู้มา”
ขั้นที่ 2 : น + อาคามี = ?

กฎการประสมของ น + :
– ถ้าคำหลังขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ แปลง น เป็น อ-
– ถ้าคำหลังขึ้นต้นด้วยสระ แปลง น เป็น อน-

ในที่นี้ “อาคามี” ขึ้นต้นด้วยสระ (คือ อา-) จึงแปลง น เป็น อน : น > อน + อาคามี = อนาคามี

อนาคามี แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ไม่มา (เกิดเป็นมนุษย์)” หรือ “ผู้ไปไม่กลับ”

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “อนาคามี” ว่า one who does not return, a Never-Returner (ผู้ซึ่งไม่กลับมาอีก, ผู้ไม่หวนกลับมา)

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –

“อนาคามี : “ผู้ไม่มาสู่กามภพอีก” เป็นชื่อพระอริยบุคคลชั้นที่ ๓ ใน ๔ ชั้น คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์, บางทีเรียกสั้น ๆ ว่า พระอนาคา”

Read More
บาลีวันละคำ

สกทาคามี (บาลีวันละคำ 772)

สกทาคามี

ไทยและบาลีเขียนเหมือนกัน อ่านว่า สะ-กะ-ทา-คา-มี
คำนี้เป็น “สกิทาคามี” ก็มี (คำหนึ่งเป็น สกทา- คำหนึ่งเป็น สกิทา-)

สกทาคามี หรือ สกิทาคามี รากศัพท์มาจาก สกิ (สะ-กิ) (= ครั้งเดียว) + อา (คำอุปสรรค) + คมฺ (ธาตุ = ไป) + ณี ปัจจัย, ลบ ณ, ลง ท อาคม, ทีฆะต้นธาตุ : ค- > คา-

: สกิ + ท = สกิท + อา = สกิทา + คมฺ = สกิทาคม > สกิทาคาม + ณี > อี = สกิทาคามี

ตามกฎไวยากรณ์ท่านว่า พฤทธิ์ (คือแผลง) อิ ที่ กิ เป็น อ ได้ : สกิ > สก ดังนั้น “สกิทาคามี” จึงเป็น “สกทาคามี” ได้ด้วย

อนึ่ง “อา-” (คำอุปสรรค ดูข้างต้น) มีอำนาจทำให้คำที่ตามหลังกลับความหมาย
ในที่นี้ คำที่ตามหลังคือ “คมฺ” (ธาตุ) แปลว่า “ไป” : อา + คม กลับความหมายกลายเป็น “มา”

Read More
บาลีวันละคำ

โสดาบัน (บาลีวันละคำ 771)

โสดาบัน

อ่านว่า โส-ดา-บัน

บาลีเป็น “โสตาปนฺน” อ่านว่า โส-ตา-ปัน-นะ
ประกอบด้วยคำว่า โสต + อาปนฺน

“โสต” (โส-ตะ) แปลตามศัพท์ว่า –

(1) “อวัยวะที่ทำหน้าที่ได้ยิน” “อวัยวะเป็นเครื่องฟัง” หมายถึง ประสาทหู

(2) “ธรรมที่ถึงพระนิพพาน” “ธรรมที่กำจัดกิเลส” “ธรรมที่ยังกิเลสให้แห้ง” “ธรรมที่ละกิเลส” ความหมายทั่วไป หมายถึง กระแส เช่นกระแสน้ำ, สิ่งที่เข้ามาสู่การรับรู้ เช่นกระแสข่าว กระแสอารมณ์

“โสต” ในที่นี้มีความหมายเฉพาะว่า “กระแสพระนิพพาน” หมายถึงต้นทางที่จะดำเนินถึงพระนิพพาน

“อาปนฺน” (อา-ปัน-นะ) เป็นรูปคำกริยา แปลว่า “ถึงแล้ว” “บรรลุแล้ว”

โสต + อาปนฺน = โสตาปนฺน แปลว่า “ผู้ถึงกระแสพระนิพพาน”

แปลตามสำนวนแข่งฟุตบอลโลกก็ว่า “เข้ารอบแล้ว (และจะได้เป็นแชมป์แน่นอน)”

โสตาปนฺน ใช้ในภาษาไทยว่า “โสดาบัน”
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –

“โสดาบัน : “ผู้แรกถึงกระแสธรรม (พระนิพพาน)” เป็นชื่อพระอริยบุคคลชั้นต้นใน ๔ ชั้น คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์, บางทีก็เรียกสั้น ๆ ว่า พระโสดา”

เกณฑ์ตัดสินความเป็นโสดาบัน :

Read More
บาลีวันละคำ

พิลาป (บาลีวันละคำ 770)

พิลาป

อ่านว่า พิ-ลาบ
บาลีเป็น “วิลาป” อ่านว่า วิ-ลา-ปะ

“วิลาป” รากศัพท์มาจาก วิ (= พิเศษ, แจ้ง, ต่าง) + ลป (ธาตุ = กล่าว, พูด, บอก) + ณ ปัจจัย

ปัจจัยตัวนี้ลงแล้วลบเสีย แต่มีอำนาจยืดเสียง (ภาษาไวยากรณ์ว่า “ทีฆะ”) อะ ที่ต้นธาตุ (คือ ล-) เป็น อา = ล- > ลา-

: วิ + ลป = วิลป + ณ = วิลป > วิลาป แปลตามศัพท์ว่า “การพูดอย่างพิเศษ” หมายถึง พูดอย่างผิดปกติ คือการร้องคร่ำครวญ

“วิลาป” ถ้าเป็นคำกริยา (ประถมบุรุษ เอกพจน์) เป็น “วิลปติ” (วิ-ละ-ปะ-ติ) แปลว่า –
(1) พูดพร่ำ (to talk idly)
(2) ครวญ, พร่ำเพ้อ (to lament, wail)

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “วิลาป” ว่า idle talk (การพูดเรื่อยเปื่อย, พูดพล่าม)

“วิลาป” ในภาษาไทยแปลง ว เป็น พ : วิลาป > พิลาป พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –

“พิลาป : (คำกริยา) รํ่าไรรําพัน, ครํ่าครวญ, ร้องไห้, บ่นเพ้อ. (ป., ส. วิลาป)”

Read More
น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้