บาลีวันละคำ

บาลีวันละคำ

วิจารณญาณ (บาลีวันละคำ 410)

วิจารณญาณ
(บาลีแบบไทย)

อ่านว่า วิ-จา-ระ-นะ-ยาน
ประกอบด้วย วิจารณ + ญาณ

“วิจารณ” บาลีเป็น “วิจารณา” (วิ-จา-ระ-นา เป็นอิตถีลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “เครื่องสั่งสม” เป็นชื่อหนึ่งของ ปัญญา มีความหมายว่า การสืบสวน, การตรวจสอบ, การแสวงหา, การเอาใจใส่, การจัดแจง, การวางแผน, การดูแล

“ญาณ” (ยา-นะ) แปลตามศัพท์ว่า “เครื่องมือช่วยรู้” “รู้สิ่งที่ควรรู้” หมายถึงปัญญาหยั่งรู้หรือกําหนดรู้ความจริงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือความสามารถหยั่งรู้เป็นพิเศษ

“วิจารณา” มีในบาลี “ญาณ” ก็มีในบาลี แต่ “วิจารณญาณ” เป็นคำผสมแบบบาลีไทย ยังไม่พบในคัมภีร์บาลี

วิจารณา เราลดเสียงเป็น วิจารณ + ญาณ = วิจารณญาณ ในภาษาไทยมีความหมายว่า “ปัญญาที่สามารถรู้หรือให้เหตุผลที่ถูกต้องได้” (พจน.42)

เมื่อรู้เห็นเรื่องราวอะไรก็ตาม สามารถแยกแยะ วินิจฉัย ตัดสินได้ว่าดีหรือชั่ว ถูกหรือผิด ควรหรือไม่ควร นั่นคือมีวิจารณญาณ
ถ้ายังไม่รู้ว่าอะไรดีชั่วถูกผิดควรไม่ควร นั่นคือยังไม่มี-หรือยังขาดวิจารณญาณ

วิจารณญาณ เป็นสิ่งที่ต้องอบรม บ่มเพาะ ปลูกฝัง สั่งสอน
วิจารณญาณ ต้องนำไปสู่การตัดสินใจทำหรือไม่ทำสิ่งใดๆ อย่างถูกต้อง

ปริศนาที่ต้องใช้วิจารณญาณ :
คนหนึ่ง ฉลาด ทำผิดโดยไม่ให้ใครรู้ ถึงรู้ก็เอาผิดไม่ได้
คนหนึ่ง รู้ทุกอย่างว่าอะไรผิดถูกชั่วดีควรไม่ควร แต่ชั่วไม่มี ดีก็ไม่ทำ
คนหนึ่ง โง่ๆ เซ่อๆ เขาบอกให้เว้นชั่ว ก็เว้น บอกให้ทำดี ก็อุตส่าห์ทำ
คนไหนมีวิจารณญาณ ?
หรือว่าน่าจะมีอีกคนหนึ่ง ?

Read More
บาลีวันละคำ

สังฆกรรม [1] (บาลีวันละคำ 409)

สังฆกรรม [1]

อ่านว่า สัง-คะ-กำ
บาลีเป็น “สงฺฆกมฺม” อ่านว่า สัง-คะ-กำ-มะ
ประกอบด้วย สงฺฆ + กมฺม

“สงฺฆ” ภาษาไทยเขียน “สังฆ” (ถ้าอยู่ท้ายคำ มักเขียน “สงฆ์” อ่านว่า สง) มีความหมายว่า ฝูงชน, ชุมนุมชน, หมู่, ฝูง, คณะสงฆ์, พระ, นักบวช, พุทธจักร, กลุ่มใหญ่, ประชาคม; ในทางพระวินัย หมายถึงภิกษุตั้งแต่ 4 รูปขึ้นไป

Read More
บาลีวันละคำ

หัตถบาส (บาลีวันละคำ 408)

หัตถบาส

อ่านว่า หัด-ถะ-บาด
บาลีเขียนว่า “หตฺถปาส” อ่านว่า หัด-ถะ-ปา-สะ ประกอบด้วย หตฺถ + ปาส

“หตฺถ” คำแปลที่คุ้นกันคือ “มือ” แต่ยังแปลว่า งวงช้าง, มวยผม, ชื่อมาตราวัดระยะ เท่ากับศอกหนึ่ง อีกด้วย
“ปาส” คำแปลที่คุ้นกันคือ “บ่วง” หมายถึง บ่วงแร้ว, กับดัก, เครื่องผูกรัด, โซ่ตรวน, มวยผม, รูลูกดุม

หตฺถ + ปาส = หตฺถปาส เขียนแบบไทยว่า “หัตถบาส” (-บาส ส เสือ ถ้าคำเดียวภาษาไทยเขียน “บาศ” ศ ศาลา) แปลตามศัพท์ว่า “บ่วงมือ” (แต่อาจแปลว่า “บ่วงที่มีระยะหนึ่งศอก” ก็ได้)

ความหมายกว้างๆ ของ “หัตถบาส” ก็คือ ระยะห่างพอยื่นมือไปจับได้ ความหมายนี้ฝรั่งแปล “หตฺถปาส” ว่า vicinity

“หัตถบาส” ใช้เกี่ยวกับวินัยของสงฆ์ มีความหมายว่า “ระยะระหว่างพระสงฆ์ที่นั่งทําสังฆกรรมหรือระหว่างพระภิกษุ สามเณร กับคฤหัสถ์ผู้ถวายของ ห่างกันไม่เกินศอกหนึ่ง” (พจน.42)

บางท่านเข้าใจว่า
– ในการรับประเคน ห่างกันประมาณศอกหนึ่ง เรียกว่าได้หัตถบาส
– แต่ในการทำสังฆกรรม เช่น อุปสมบท หรือสวดปาติโมกข์ พระสงฆ์ต้องนั่งห่างกันไม่เกินคืบหนึ่ง ถ้าห่างกว่านี้ เสียหัตถบาส

ความเป็นจริง ไม่ว่าจะรับประเคนหรือทำสังฆกรรม ใช้ “หัตถบาส” เกณฑ์เดียวกันคือ ห่างกันไม่เกินศอกหนึ่ง (อรรถกถาอธิบายว่าสองศอกคืบด้วยซ้ำ)
เจตนารมณ์ของ “หัตถบาส” ก็คือ “ใกล้ๆ เข้ามาอีกนิด”

: นั่งห่างกันนิดหน่อยก็ไม่เป็นไร
แต่ระวังอย่าให้หัวใจเสียหัตถบาส

Read More
บาลีวันละคำ

พงศาวดาร (บาลีวันละคำ 407)

พงศาวดาร

คำนี้ เทียบคำบาลีจะเป็น วํส + อวตาร = วํสาวตาร
: วํส = พงศ, อวตาร = อวดาร, พงศ + อวดาร = พงศาวดาร

“วํส” ศัพท์เดิมหมายถึง “ไม้ไผ่” แปลเอาความตามรากศัพท์ว่า “ขยายตัวโดยเกาะเกี่ยวกันออกไป” (นึกถึงธรรมชาติของไผ่)

เมื่อนำมาใช้กับมนุษย์ “วํส” จึงมีความหมายว่า เชื้อชาติ, เชื้อสาย, วงศ์ตระกูล, ประเพณี, ขนบธรรมเนียมที่สืบต่อกันมา, ทางปฏิบัติที่เป็นมา, ชื่อเสียง, ราชวงศ์

“อวตาร” เป็นรูปสันสกฤต ตรงกับบาลีว่า “โอตาร” (โอ-ตา-ระ) แปลตามศัพท์ว่า “ข้ามลงมา”

สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน แปล “อวตาร” ว่า “การจุติของเทพดา, การเอาร่างของพระวิษณุ”

พจน.42 บอกความหมาย “อวตาร” ว่า “แบ่งภาคมาเกิดในโลก (ใช้แก่พระนารายณ์)” และบอกความหมายของ “พงศาวดาร” ว่า “เรื่องราวของเหตุการณ์เกี่ยวกับประเทศชาติหรือพระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขของประเทศชาตินั้น”

เรามีคตินิยมว่า พระมหากษัตริย์เป็นเสมือนพระนารายณ์อวตารลงมาดับเข็ญ เรียกว่า “พระอวตาร” (ตัดมาจาก “พระนารายณ์อวตาร”) จึงเรียกเรื่องราวความเป็นไปของพระมหากษัตริย์ว่า “พงศาวดาร” (โปรดสังเกตว่า เรื่องในพงศาวดารมักจะหนักไปในทางเล่าเหตุวิกฤตของบ้านเมือง ที่พูดถึงเหตุการณ์ยามปกติสุขมีน้อย)

เคยมีนักคิดสมัยใหม่วิจารณ์ว่า –
พงศาวดารมีแต่เรื่องพระมหากษัตริย์ ไม่เห็นมีเรื่องสามัญชน

คงลืมไปว่า :
เราทุกคนมีสิทธิ์เขียนพงศาวดารได้อยู่แล้ว

ชั่ว-ดีที่ทำในวันนี้หรือวันวาน
นั่นแหละพงศาวดารของเราเอง

Read More
บาลีวันละคำ

ดุลยพินิจ (บาลีวันละคำ 406)

ดุลยพินิจ

“ดุลย” บาลีเป็น “ตุลฺย” (ตุน-ลฺยะ เสียงตรงที่สุดคือออกเสียงว่า ตุน-เลียะ) แปลตามศัพท์ว่า ชั่ง, ประเมิน, พิจารณา, ใคร่ครวญ (ดูเพิ่มเติมที่คำว่า “สมดุล”)

พจน.42 บอกความหมายไว้ว่า เท่ากัน, เสมอกัน, ทัดเทียมกัน

“พินิจ” พจน.42 บอกคำแปลไว้ว่า พิจารณา, ตรวจตรา, เช่น เพ่งพินิจ

คำว่า “พินิจ” เขียนเป็น “วินิจ” ก็ได้ คำนี้น่าจะตัดมาจากบาลีว่า “วินิจฺฉย” (วิ-นิด-ฉะ-ยะ) ที่ใช้ในภาษาไทยว่า “วินิจฉัย” มีความหมายว่า ตัดสิน, ชี้ขาด; ไตร่ตรอง, ใคร่ครวญ

“วินิจฺฉย” สันสกฤตเป็น “วินิศฺจย”

คำที่มีความหมายคล้ายกันอีกคำหนึ่ง คือ “พินิศ” แปลว่า ดู, แลดู, เพ่งดู

“พินิศ” ก็น่าจะตัดมาจาก “วินิศฺจย” ในสันสกฤตนั่นเอง

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 บอกไว้ว่า

1 ดุลย- อ่านว่า ดุน-ละ-ยะ- ก็ได้ อ่านว่า ดุน-ยะ- ก็ได้
2 ดุลยพินิจ (มี ย ยักษ์) ก็ใช้ ดุลพินิจ (ไม่มี ย ยักษ์) ก็ใช้
3 ดุลยพินิจ – ดุลพินิจ เป็นคำนาม แปลว่า การวินิจฉัยที่เห็นสมควร

ถาม : “ดุลยพินิจ – วินิจฉัยที่เห็นสมควร” คืออย่างไร ?

ตอบ : คือวินิจฉัยให้เท่ากัน, เสมอกัน, ทัดเทียมกัน ตามเหตุที่สมควรแก่ผล ไม่ใช่เอียงไปเข้าข้างใดข้างหนึ่งด้วยอำนาจอคติ

: ดุลยพินิจ คือดาบอาญาสิทธิ์ของผู้มีอำนาจ
: ถ้าใช้ผิดก็จะกลับมาพิฆาตตัวผู้ใช้เอง

Read More
บาลีวันละคำ

สาธารณประโยชน์ (บาลีวันละคำ 405)

สาธารณประโยชน์

อ่านว่า สา-ทา-ระ-นะ-ปฺระ-โหฺยด
ประกอบด้วยคำว่า สาธารณ + ประโยชน์

“สาธารณ” แปลตามศัพท์ว่า “ทรงไว้ร่วมกัน” แปลเอาความว่า ธรรมดา, สามัญ, ร่วมกัน, ทั่วไป (ดูรายละเอียดที่คำว่า “สาธารณ” บาลีวันละคำ (225) 19-12-55)

“ประโยชน์” บาลีเป็น “ปโยชน” อ่านว่า ปะ-โย-ชะ-นะ (ดูรายละเอียดที่คำว่า “ปโยชน” บาลีวันละคำ (387) 5-6-56) มีความหมายว่า (1) สิ่งที่มีผลใช้ได้ดีสมกับที่คิดมุ่งหมายไว้ (2) ผลที่ได้ตามต้องการ (3) สิ่งที่เป็นผลดีหรือเป็นคุณ เช่น ประโยชน์ของการศึกษา ประโยชน์ของ facebook

สาธารณ + ประโยชน์ = สาธารณประโยชน์ มีความหมายว่า กิจกรรม กิจการ หรือสิ่งที่ทำขึ้นไว้เพื่อประโยชน์ทั่วไปแก่ประชาชน เช่น
บริจาคเงินสร้างโรงพยาบาลเพื่อเป็นสาธารณประโยชน์
สร้างสะพานลอยเพื่อเป็นสาธารณประโยชน์

ข้อควรจำ :
สาธารณประโยชน์ ไม่ใช่ สาธารณะประโยชน์ (ไม่ต้องมีสระ อะ หลัง ณ) เพราะคำสมาสไม่ประวิสรรชนีย์กลางคำ

ข้อสังเกต :
ห้างสรรพสินค้าหลายแห่งสร้างสะพานลอยข้ามถนนหน้าห้าง แล้วติดป้ายหรือเขียนข้อความไว้ที่ตัวสะพานว่า
“(ระบุชื่อ)..สร้างเป็นสาธารณะประโยชน์”
การเขียนเช่นนี้มีข้อควรระแวง 2 ประการ คือ
1 เผยแพร่คำผิดต่อสาธารณชน
2 ห้างไหนๆ ก็จะสร้างสะพานลอยเฉพาะที่หน้าห้างของตัวเท่านั้น ไม่เคยเห็นไปสร้าง “เพื่อเป็นสาธารณประโยชน์” ในที่อื่นๆ เลย

: ทำประโยชน์ส่วนตน เพื่อ “สาธารณประโยชน์”
น่านับถือกว่าทำ “สาธารณประโยชน์” เพื่อประโยชน์ส่วนตน

Read More
บาลีวันละคำ

สมดุล (บาลีวันละคำ 404)

สมดุล

“สม” บาลีอ่านว่า สะ-มะ มีความหมายดังนี้ –

1 ความสงบ, ความราบรื่น, ความสงบทางใจ
2 เรียบ, ได้ระดับ, สม่ำเสมอ
3 เสมอกัน, อย่างเดียวกัน, เท่าเทียมกัน, มีลักษณะ นิสัยใจคอ รสนิยม แนวโน้ม ฯลฯ ไปในทางเดียวกัน
4 เที่ยงธรรม, ซื่อตรง, มีจิตไม่วอกแวก, ยุติธรรม
5 “ด้วยกัน” เช่น สมตึส “สามสิบด้วยกัน” = ถ้วนๆ เต็มๆ

“ดุล” บาลีเป็น “ตุล” (ตุ-ละ) แปลว่า ชั่ง, ประเมิน, พิจารณา, ใคร่ครวญ (ใช้ในความปฏิเสธ เป็น “อตุล” มีความหมายว่า เปรียบเทียบไม่ได้, ชั่งไม่ได้, วัดไม่ได้, ไม่มีที่เปรียบ, เหลือที่จะเปรียบ)

ความหมายในภาษาไทย ตามพนจ.42 บอกว่า “ดุล : ตราชู, คันชั่ง, มาตราชั่งนํ้าหนักโบราณ เช่น ทองคําหนัก 20 ชั่ง เรียกว่า ดุลหนึ่ง; ความเท่ากัน, ความเสมอกัน; เท่ากัน, เสมอกัน, ทัดเทียมกัน”

สม + ตุล = สมตุล = สมดุล อ่านแบบอิงบาลีว่า สะ-มะ-ดุล มีความหมายตามศัพท์ว่า –

1 ชั่งตวงวัดอย่างเป็นธรรม, ไม่โกง, ไม่เอาเปรียบ (ใช้ในกรณีซื้อขายสินค้าหรือบริการ)
2 ตัดสินอย่างยุติธรรม (ใช้ในกรณีพิจารณาคดีความ = ทำเจ้าของให้เป็นเจ้าของ, ทำผู้มิใช่เจ้าของไม่ให้เป็นเจ้าของ)

“สมดุล” ในภาษาไทย (โปรดสังเกตว่า ไม่มี ย์ การันต์) พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 บอกว่า

– อ่านว่า สะ-มะ-ดุน ก็ได้ สม-ดุน ก็ได้
– เป็นคำวิเศษณ์ มีความหมายว่า เสมอกัน, เท่ากัน
– เทียบคำภาษาอังกฤษว่า equilibrium

Read More
บาลีวันละคำ

สมฺภาร (บาลีวันละคำ 403)

สมฺภาร

อ่านว่า สำ-พา-ระ

“สมฺภาร” (สํ + ภาร) แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งหรือผู้ที่ช่วยให้ขับเคลื่อนไปได้” “สิ่งที่นำไปด้วยกัน” “สิ่งหรือผู้ที่จะพึงดูแลไปด้วยกัน”

“สมฺภาร” ในภาษาบาลี ใช้ในความหมายว่า การนำมารวมกัน, การสะสม, การตระเตรียม (เพื่อนำไปสู่ผลที่ต้องการ), การผลิต, วัตถุ, ของใช้, ปัจจัย, ส่วนประกอบ, องค์ประกอบ, การเกื้อกูล, การเลี้ยงดู

ในภาษาไทย ใช้เป็น 2 คำ คือ
1 “สัมภาระ” (ออกเสียงเท่าคำเดิมในบาลี) ใช้ในความหมายว่า สิ่งของต่าง ๆ เช่น เครื่องมือเครื่องใช้และเสบียงซึ่งสะสมรวบรวมหรือจัดเตรียมไว้เพื่อเดินทางไปทำกิจต่าง ๆ เช่น เตรียมสัมภาระสำหรับไปต่างจังหวัด (ตรงกับความหมายที่ว่า “สิ่งที่ช่วยให้ขับเคลื่อนไปได้” หรือ “สิ่งที่นำไปด้วยกัน”)
2 “สมภาร” อ่านว่า สม-พาน ใช้ในความหมายว่า พระที่เป็นเจ้าอาวาส คือหัวหน้าสงฆ์ในวัด มีอำนาจและหน้าที่ปกครองดูแลอำนวยกิจการทุกอย่างเกี่ยวกับวัด (ตรงกับความหมายที่ว่า “ผู้ที่ช่วยให้ขับเคลื่อนไปได้”)

ผู้ที่ทราบซึ้งและซาบซึ้งกับตำแหน่ง “สมภาร” มักกล่าวว่า “สมภาร” ก็คือ “ศูนย์รวมแห่งการรับภาระที่หนักหน่วง” หลายท่านจึงพยายามที่จะหลีกเลี่ยงไม่รับตำแหน่ง
แต่ในภาษาบาลี คำที่หมายถึง “สมภาร” ในภาษาไทย ไม่ได้ใช้ศัพท์ว่า “สมฺภาร” หากแต่ใช้คำว่า “วิหาราธิปติ – ผู้ยิ่งใหญ่ในวัด”, “อสฺสมสามี – ผู้เป็นเจ้าสำนัก” “อาวาสิก – ผู้ครองวัด” อาจเพราะความหมายเช่นนี้ หลายท่านจึงพยายามที่จะไขว่คว้าหาตำแหน่ง

: ถ้ากิเลสเป็นตัวบงการ
ไม่ว่า “สัมภาระ” หรือ “สมภาร”
ก็ล้วนแต่ “อาน” ไปตามๆ กัน

Read More
บาลีวันละคำ

อากาศ (บาลีวันละคำ 402)

อากาศ

ไทยเขียนตามสันสกฤต (ศ ศาลา สะกด) อ่านว่า อา-กาด
บาลีเป็น “อากาส” (ส เสือ) อ่านว่า อา-กา-สะ

“อากาส” รากศัพท์คือ น (นิบาต = ไม่, ไม่ได้) + กส (ธาตุ = ไถ, เขียน)
กระบวนการทางไวยากรณ์คือ แปลง น เป็น อ แล้วแปลง อ เป็น อา + กส แปลง กส เป็น กาส + ณ (ปัจจัย ลบ ณ) : น = อ = อา + กส = อากส + ณ = อากาส
“อากาส” แปลตามศัพท์ว่า “ไถไม่เข้า ตัดไม่ขาด ทุบไม่แตก เขียนไม่ติด”
อีกนัยหนึ่ง แปลตามตัวว่า “การส่องแสงไป” คือช่องว่างที่มีแสงสว่าง

ในภาษาไทย พจน.42 บอกความหมายของ “อากาศ” ไว้ว่า
1 แก๊สผสมที่ประกอบด้วยไนโตรเจนและออกซิเจนเป็นส่วนใหญ่ ใช้หายใจหรือช่วยในการเผาไหม้เป็นต้น
2 (ความหมายเชิงปรัชญา) ที่ที่ว่างเปล่าซึ่งมีอยู่เป็นเอกเทศจากสสาร, เป็นธาตุอย่าง 1 ใน 6 คือ ปฐวีธาตุ (ธาตุดิน) อาโปธาตุ (ธาตุนํ้า) เตโชธาตุ (ธาตุไฟ) วาโยธาตุ (ธาตุลม) อากาศธาตุ (ที่ว่างเปล่า) และวิญญาณธาตุ (ธาตุรู้)
3 ท้องฟ้า เช่น นกบินไปในอากาศ
4 บางทีใช้หมายถึงสภาพดินฟ้าอากาศโดยทั่ว ๆ ไป เช่น เช้านี้อากาศดีจัง

ความหมายที่เข้าใจกันทั่วไป “อากาศ” คือ ว่างเปล่า ไม่มีอะไร

มีศัพท์วิชาการคำหนึ่ง คือ “อากาสานัญจายตนะ” (อา-กา-สา-นัน-จา-ยะ-ตะ-นะ) มาจากคำว่า อากาสานํ จ อายตนํ แปลว่า “และเขตแดนแห่งอากาศทั้งหลาย” เป็นชื่อของฌานที่กำหนดอากาศคือความว่างเปล่าหาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์ ผู้ได้ฌานระดับนี้ถ้าไม่บรรลุนิพพานในชาตินี้ ก็จะไปเกิดในอรูปพรหมภูมิ

: คนฉลาด เอาอากาศมาเป็นอุปกรณ์บรรลุถึงเมืองแก้ว
แต่คนเขลาเอาสมบัติที่มีอยู่แล้ว มาทำลายบ้านเมือง

—————-
(ตามคำปรารภของ ศักยภาพ วงษ์จินดา เมื่อ 10 วันที่ผ่านมา)

Read More
บาลีวันละคำ

อายุ (บาลีวันละคำ 401)

อายุ

ไทยใช้เหมือนบาลี อ่านว่า อา-ยุ
ภาษาไทยใช้ทับศัพท์ว่า “อายุ” จนเข้าใจกันโดยไม่ต้องรู้คำแปล

“อายุ” แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งเป็นเหตุดำเนินไปแห่งสัตวโลก” หมายความว่า สัตวโลกดำเนินไปได้ด้วยสิ่งนั้น ถ้าสิ่งนั้นหมดลง การดำเนินไปของสัตวโลกก็หยุดลงเพียงนั้น (ถ้างง กลับไปอ่านคำแปลอีกครั้ง)

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 บอกความหมายคำว่า “อายุ” ไว้ว่า –
1 เวลาที่ดํารงชีวิตอยู่, เวลาชั่วชีวิต
2 ช่วงเวลานับตั้งแต่เกิดหรือมีมาจนถึงเวลาที่กล่าวถึง
3 ระยะเวลาที่กำหนดไว้ เช่น อายุใบอนุญาต ยานี้หมดอายุแล้ว
4 ระยะเวลาที่กําหนดรู้ความยั่งยืนของสิ่งนั้น ๆ เช่น อายุของหิน

ฝรั่งแปลคำว่า “อายุ” ว่า –
life (ชีวิต), vitality (ความสามารถดำรงชีวิต), duration of life (การกำหนดอายุ), longevity (ความมีอายุยืน)

ผู้รู้อธิบายความหมายว่า –
“อายุ” คือสภาวธรรมที่ทำให้ชีวิตดำรงอยู่หรือเป็นไป, พลังที่หล่อเลี้ยงดำรงรักษาชีวิต, พลังชีวิต, ความสามารถของชีวิตที่จะดำรงอยู่และดำเนินต่อไป; ช่วงเวลาที่ชีวิตของมนุษย์สัตว์ประเภทนั้นๆ หรือของบุคคลนั้นๆ จะดำรงอยู่ได้, ช่วงเวลาที่ชีวิตจะเป็นอยู่ได้ หรือได้เป็นอยู่;
ในภาษาไทย อายุ มีความหมายเพี้ยนไปในทางที่ไม่น่าพอใจ เช่นกลายเป็นความผ่านล่วงไปหรือความลดถอยของชีวิต

อายุที่เลือกได้ :
อายุร้อยปี ชั่วดีไม่รู้
อายุชั่วครู่ รู้ชั่วรู้ดี

Read More
น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้