บาลีวันละคำ

บาลีวันละคำ

สภา (บาลีวันละคำ 340)

สภา

ทั้งบาลี สันสกฤต และภาษาไทยใช้รูปเดียวกัน

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 บอกไว้ว่า
“สภา : องค์การหรือสถานที่ประชุม”

คำว่า “สภา” แปลตามศัพท์ว่า (1) “ที่เป็นที่มาประชุมกันพูด” (2) “ที่เป็นที่พูดร่วมกัน” (3) “ที่อันรุ่งเรืองด้วยคนดี”
ตามความหมายเหล่านี้ “สภา” จึงเป็นเครื่องหมายของสังคมประชาธิปไตย คือ คนดีๆ มาปรึกษาหารือกันก่อนแล้วจึงลงมือทำกิจการต่างๆ

Read More
บาลีวันละคำ

ภูสา (บาลีวันละคำ 339)

ภูสา

“ภูสา” เป็นบาลี ภาษาไทยใช้ว่า “ภูษา” ตามรูปสันสกฤต

ในภาษาไทย ใช้คำว่า “ภูษา” ในความหมายว่าเสื้อผ้า
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 บอกไว้ว่า
“ภูษา : เครื่องนุ่งห่ม, ผ้าทรง”

“ภูสา” ในภาษาบาลี แปลว่า เครื่องประดับ, การประดับ, การตกแต่ง, ทำให้งดงาม, แต่งให้งดงาม, ทำให้สวย

เนื่องจากร่างกายมนุษย์โดยธรรมชาติแล้ว มีแต่ตัวเปล่าๆ ดังนั้น อะไรก็ตามที่เอามาติดไว้ที่ร่างกาย จึงถูกเรียกว่า “ภูสา = เครื่องประดับ” ทั้งสิ้น

เครื่องประดับชนิดอื่นๆ มีเวลาที่จะต้องถอดออก แต่เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม ปกติจะอยู่ติดร่างกาย คือเป็น “ภูสา” อยู่ตลอดเวลา จนในที่สุด คำว่า “ภูสา-ภูษา” ในภาษาไทย จึงหมายถึงเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่มไปโดยปริยาย ทั้งๆ ที่โดยรากศัพท์แล้ว “ภูสา” ไม่ได้หมายถึงเสื้อผ้าโดยเฉพาะแต่ประการใดเลย
นับว่าไทยเราเข้าถึงธรรมชาติของคน และธาตุแท้ของคำได้อย่างลึกซึ้งทีเดียว (ฝรั่งแปล “ภูสา” ว่า ornament, decoration)

: อาภรณ์เสื้อผ้า เป็นภูษาได้แค่ชาตินี้
คุณงามความดี เป็นภูษาไปถึงปรโลก

Read More
บาลีวันละคำ

ทัศนาจร (บาลีวันละคำ 338)

ทัศนาจร
(บาลีไทย)

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 บอกไว้ว่า –

“ทัศนาจร : ท่องเที่ยว; การท่องเที่ยว, การไปเที่ยวชมภูมิประเทศหรือโบราณสถานเป็นต้น.”

“ทัศนา” บาลีเป็น “ทสฺสน” (ทัด-สะ-นะ) สันสกฤตเป็น “ทรฺศน” เราเขียนอิงสันสกฤต แต่ปรับปรุงรูปและเสียงเป็น “ทัศนา”

“ทสฺสน” แปลว่า การเห็น, การมองดู, การสังเกต, สิ่งที่เห็น, การเล็งเห็น, เครื่องรู้เห็น, ความเห็น, ทฤษฎี, การแสดง

“จร” แปลว่า ไป, เที่ยวไป, การเดินไป, จารบุรุษ, สายลับ

เป็นที่เขาใจกันว่า “ทัศนาจร” คิดเทียบคำอังกฤษว่า tour (to go sight-seeing)

พจนานุกรมอังกฤษ-บาลี แปล tour เป็นบาลีว่า “จาริกา” ตรงกับที่เราเรียกกันว่า “จาริก” แปลว่า “การท่องเที่ยว”

ไทยเราแปล tour เป็นบาลีไทยว่า “ทัศนาจร” = ทัศนา + จร แบบง่ายๆ และแปลง่ายๆ ว่า “ไปดู” (ทัศนา = ดู, จร = ไป) เป็นคำที่สร้างขึ้นง่ายๆ แบบภูมิปัญญาไทย

Read More
บาลีวันละคำ

สายสิญจน์ (บาลีวันละคำ 337)

สายสิญจน์

“สาย” เป็นคำไทย แต่ “สิญจน์” (สิน) เป็นบาลี

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 บอกไว้ว่า
“สายสิญจน์ : ด้ายดิบสีขาวที่นำมาจับทบเป็น 3 เส้น หรือ 9 เส้น ใช้ในพิธีทางศาสนา เช่นสำหรับพระถือในเวลาสวดมนต์ หรือพราหมณ์ใช้ในพระราชพิธีบางอย่าง”

“สิญจน์” เขียนแบบบาลีเป็น “สิญฺจน” อ่านว่า สิน-จะ-นะ แปลตามศัพท์ว่า “การรดน้ำ” หมายถึงการรดน้ำในพิธี เช่น หลั่งน้ำสังข์ในพิธีแต่งงาน, การรดน้ำในพิธีสถาปนา เช่นที่เรียกว่า “สรงมุรธาภิเษก” คือรดน้ำที่ศีรษะของผู้ได้รับสถาปนาเป็นพระราชา รวมไปถึงพิธีอื่นๆ ที่เกี่ยวกับน้ำ เช่นการประพรมน้ำพระพุทธมนต์

ในพิธีที่มีการทำ “น้ำมนต์” เดิมทีพระสงฆ์จะจับภาชนะใส่น้ำไว้ด้วยในระหว่างเจริญพระพุทธมนต์ แต่ถ้ามีพระสงฆ์หลายรูป ก็ไม่สามารถเข้ามาจับภาชนะได้หมดทุกรูป จึงใช้ด้ายผูกที่ภาชนะแล้วให้พระสงฆ์จับด้ายแทน เป็นกิริยาว่าได้จับภาชนะใส่น้ำนั้นด้วยแล้ว จึงเรียกด้ายนั้นว่า “สายสิญจน์” แปลว่า “ด้าย (ผูกภาชนะใส่) น้ำสำหรับประพรม”
ต่อมาแม้จะใช้ด้ายชนิดนี้เพื่อการอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการรดน้ำ ก็ยังเรียกติดปากว่า “สายสิญจน์”

“สิญฺจน” เขียนแบบไทยว่า “สิญจน” น่าจะอ่านว่า สิน-จน แต่เราการันต์ที่ “น” ทำให้ “จ” ไม่ออกเสียงไปด้วย จึงอ่านว่า –สิน
ถ้าสงสัยว่า “สายสิญจน์” สะกดอย่างไร จำง่ายง่ายๆ ว่า -สิญ-จน ก็ได้

Read More
บาลีวันละคำ

สงกรานต์ [1] (บาลีวันละคำ 336)

สงกรานต์ [1]

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –

“สงกรานต์ : เทศกาลเนื่องในการขึ้นปีใหม่อย่างเก่า ซึ่งกําหนดตามสุริยคติ ปรกติตกวันที่ 13-14-15 เมษายน วันที่ 13 คือวันมหาสงกรานต์ วันที่ 14 คือวันเนา และวันที่ 15 คือวันเถลิงศก”

และบอกว่าคำนี้มาจากสันสกฤตว่า “สงฺกฺรานฺติ” (สัง-กฺราน-ติ)

สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน บอกว่า –

“สงฺกฺรานฺติ : (คำนาม) ‘สังกรานติ, สังกรานติ์’ คติของดวงอาทิตย์หรือดาวพระเคราะห์ดวงอื่นจากภูจักร์หนึ่งไปสู่อีกภูจักร์หนึ่ง; คติหรือการไป; the passage of the sun or other planetary bodies from one sign of the zodiac into another; passage or going.”

“สงฺกฺรานฺติ” บาลีเป็น “สงฺกนฺติ” ประกอบด้วย สํ (พร้อมกัน, ร่วมกัน) + กมฺ (ธาตุ = ก้าวไป, เคลื่อนที่ไป) + ติ (ปัจจัย = การ-, ความ-)

กรรมวิธีทางไวยากรณ์ –

: สํ > สงฺ + กมฺ = สงฺกม + ติ > (:- ม + ติ =) นฺติ = สงฺกนฺติ

“สงฺกนฺติ” มีความหมายว่า ผ่านไป, ข้ามไป, ไปด้วยกัน, เชื่อมหรือร่วมกัน, เปลี่ยนไป, ส่งต่อไป, อพยพไป, เคลื่อนจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง

Read More
บาลีวันละคำ

นิมิตฺต (2) (บาลีวันละคำ 335)

นิมิตฺต (2)

“นิมิตฺต – นิมิต” (นิ + มิตฺต อ่านว่า นิ-มิด-ตะ) นอกจากมีความหมายดังกล่าวแล้ว (บาลีวันละคำ 332) พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ยังบอกว่า “นิมิต” ถ้าเป็นคำที่ใช้เฉพาะในหนังสือ ไม่ใช่คำพูดทั่วไป หมายถึง “อวัยวะสืบพันธุ์” ก็ได้

“นิมิต” ที่หมายถึงอวัยวะสืบพันธุ์ มีคำแปลตามบทวิเคราะห์ว่า อวัยวะใด ย่อมนำน้ำหลั่งไหลออก เหตุนั้น อวัยวะนั้นจึงชื่อว่า “นิมิตฺต – นิมิต” แปลตามศัพท์ว่า “อวัยวะที่หลั่งน้ำออกมา”

“นิมิตฺต” ในความหมายนี้ประกอบด้วย นิ (= ออก)+ มิห (ธาตุ = ไหล, หลั่ง) + ต ปัจจัย, แปลง ห (ที่ มิห) เป็น ต = มิต : นิ + มิห (= มิต) + ต =นิมิตฺต = อวัยวะที่หลั่งน้ำออกมา = อวัยวะสืบพันธุ์

ฝรั่งแปล “นิมิตฺต” ในความหมายนี้ว่า sexual organ (พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ)

: คำบางคำ เรานึกไม่ถึงว่าจะมีความหมายแบบนั้น
: คนบางคน เราก็นึกไม่ถึงว่าจะทำอะไรไปได้แบบนั้น

Read More
บาลีวันละคำ

เนรมิต (บาลีวันละคำ 334)

เนรมิต

อ่านว่า เน-ระ-มิด บาลีเป็น “นิมฺมิต” อ่านว่า นิม-มิ-ตะ

“นิมฺมิต” แยกเป็น นิ (คำอุปสรรค = เข้า, ลง) + มา (ธาตุ = วัด, กะประมาณ) + ต ปัจจัย
นิ + มา ซ้อน มฺ = นิมฺมา แปลง อา ที่ มา เป็น อิ = นิมฺมิ + ต = นิมฺมิต แปลตามศัพท์ว่า “อันเขาวัดเอาไว้” หมายถึง กะแผน, วางแผน, สร้างสรรค์, ดลบันดาล

“นิมฺมิต” สันสกฤตเป็น “นิรฺมิต” เราเขียนอิงสันสกฤต แปลง อิ เป็น เอ จึงเป็น “เนรมิต” ใช้เป็นคำกริยา ความหมายเดียวกับบาลี คือ สร้าง, แปลง, ทํา

“นิมฺมิต” นอกจากเขียนเป็น “เนรมิต” แล้ว ยังเขียนเป็น “นิมิต” “นฤมิต” และ “นิรมิต” ตรงตัวตามสันสกฤตด้วย

หลักการจำง่ายๆ คือ –
“นิมิต – เครื่องหมาย” บาลีเป็น “นิ-มิตฺต”
“นิมิต (นิรมิต, เนรมิต, นฤมิต) – สร้าง, แปลง, ทํา, บันดาล” บาลีเป็น “นิมฺ-มิต”

“นิมฺมิต” รากศัพท์เดียวกับ นิมมานรดี, ปรนิมมิตวสวัตดี ชื่อสวรรค์ที่เราคุ้นกัน คือ “นิม-” ไม่ใช่ “นิ-”

ควรจำไว้อีกอย่างหนึ่งว่า ถ้ามีคำนำหน้า ไม่ว่าจะ -มิต ไหน ไร้ ร เรือพ่วง

: ไม่ต้องใช้เงินใช้ฤทธิ์ ก็เนรมิตความดีได้

Read More
บาลีวันละคำ

พทฺธสีมา (บาลีวันละคำ 333)

พทฺธสีมา

อ่านว่า พัด-ทะ-สี-มา
ภาษาไทยเขียนเป็น “พัทธสีมา” อ่านเหมือนกัน

“พทฺธสีมา” ประกอบด้วย พทฺธ + สีมา = พทฺธสีมา

“พทฺธ” เป็นคุณศัพท์ แปลตามศัพท์ว่า “อันเขาผูกแล้ว” มีความหมายว่า สิ่งที่ถูกผูก, อยู่ในความผูกพัน, ติดบ่วง, ถูกกับดัก, เอามารวมกัน, มัดเข้าด้วยกัน, ต่อโยงกัน, รวมกันเป็นกลุ่ม, ทำให้มั่นคง, ตั้งหลักแหล่ง, ตกลงกัน, ตกลงใจ, กำหนดขึ้น

“สีมา” แปลว่า เขต, แดน, ขอบเขต ในที่นี้หมายถึงเขตที่สงฆ์ตกลงไว้สำหรับภิกษุทั้งหลายที่อยู่ภายในเขตนั้นจะต้องทำสังฆกรรมร่วมกัน ซึ่งในทางพระวินัยทำได้ 2 วิธี คือ
1 ใช้สิ่งที่มีอยู่ทางธรรมชาติ เช่น จอมปลวก ต้นไม้ ทางน้ำ เป็นเครื่องกำหนดเขต เรียกสีมาชนิดนี้ว่า “อพัทธสีมา” แปลว่า “เขตที่ไม่ได้ผูก (= กำหนด) ขึ้นใหม่”
2 สงฆ์กำหนดเขตขึ้นใหม่ เรียกสีมาชนิดนี้ว่า “พัทธสีมา” แปลว่า “เขตที่ผูก” นิยมใช้หินทำเป็นลูกกลมที่เรียกว่า “ลูกนิมิต” เป็นเครื่องหมายเขต โดยฝังดินเพื่อมิให้เคลื่อนที่
พิธีกำหนดเขตขึ้นใหม่ นิยมเรียกว่า “ผูกพัทธสีมา”
เขตที่ผูกพัทธสีมาแล้วก็คือที่เราเรียกกันว่า “โบสถ์” นั่นเอง
บัตรเชิญไปร่วมอนุโมทนางานบวชสมัยก่อนยังนิยมใช้คำว่า “อุปสมบท ณ พัทธสีมาวัด….”
(ดูเพิ่มเติมที่คำ : สีมา)

Read More
บาลีวันละคำ

นิมิต (1) (บาลีวันละคำ 332)

นิมิต (1)

อ่านว่า นิ-มิด บาลีเป็น “นิมิตฺต” อ่านว่า นิ-มิด-ตะ

“นิมิตฺต” แยกเป็น นิ (คำอุปสรรค = เข้า, ลง) + มิตฺต (ธาตุและปัจจัยผ่านกรรมวิธีทางไวยากรณ์ ไม่ใช่ “มิตฺต” ที่แปลว่า เพื่อน) = นิมิตฺต แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่กำหนดผลของตนไว้” “สิ่งเป็นที่อันเขาใส่ผลไว้แล้ว” “สิ่งที่ใช้เป็นเครื่องกำหนด”

“นิมิตฺต – นิมิต” มีความหมายหลายอย่าง คือ เครื่องแสดง (sign), สิ่งบอกเหตุ, การทำนาย, รูปร่างภายนอก, ตำหนิ (ของร่างกาย), ลักษณะ, คุณสมบัติ, ปรากฏการณ์, เครื่องหมาย (mark), จุดมุ่งหมาย, หลักฐาน, เหตุผล, เงื่อนไข
ความหมายสามัญของ “นิมิต” คือ “เครื่องหมายแสดง-”
ในภาษาไทย บางทีก็พูดว่า “นิมิตหมาย” เช่น “การมาเยือนของประธานาธิบดีสหรัฐเป็นนิมิตหมายที่ดีของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสอง”

“นิมิต” ที่เราคุ้นกันคำหนึ่งคือ “ลูกนิมิต” คือลูกกลม ๆ ประมาณเท่าบาตร มักทำด้วยหิน ฝังเป็นเครื่องหมายแสดงแนวเขตอุโบสถ
“ลูกนิมิต” ภาษาบาลีใช้ว่า “นิมิตฺต” คำเดียว (ไม่ใช่ นิมิตฺตปุตฺต = ลูกนิมิต !)

“นิมิต” เป็นคนละคำกับ “มิตร” ระวัง อย่าเขียนผิดเป็น “นิมิตร”

Read More
บาลีวันละคำ

เทพจร (บาลีวันละคำ 331)

เทพจร
(บาลีไทย)

อ่านว่า เทบ-พะ-จอน

“จร” อ่านแบบบาลีอ่านว่า จะ-ระ อ่านแบบไทยว่า จอน ความหมายสามัญว่าไป, (เหตุการณ์, ชีวิต) ดำเนินไป, ประพฤติ

“เทพ” คือ เทวดา “จร” คือ ไป : เทพ + จร = เทพจร แปลแบบไทยว่า เทวดาไป

“เทพจร” เรียกอีกคำหนึ่งว่า “เทวดาจร” เป็นคำที่ใช้ในวิชาหมอดูแบบ “สิบสองราศี” ประกอบด้วย พระเจดีย์, ฉัตรเงิน, คนศีรษะขาด, เรือนหลวง, ปราสาททอง, ราหู, ฉัตรทอง, เทพจร (เทวดาจร), นักโทษ, พ่อมด, แม่มด, นาคราช

วิธีดูคือนับอายุปัจจุบันว่าตกราศีอะไร แล้วทำนายไปตามคำทำนายประจำราศีนั้นๆ

เฉพาะราศี “เทพจร” คำทำนายที่เป็นหลักคือ เจ้าชะตามักต้องเดินทางออกนอกถิ่น

สมัยโบราณคนมักอยู่ประจำถิ่น และการเดินทางก็ใช้วิธี “เดิน” คือไปด้วยเท้า ใครที่มีเหตุให้ต้องเดินทางไปนั่นมานี่ไม่ค่อยได้หยุด จึงเกิดเป็นสำนวนเรียกว่า “เทพจรลงเท้า

Read More
น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้