Author: Admin ชมรมธรรมธารา

บาลีวันละคำ

จํานําพรรษา (บาลีวันละคำ 435)

จํานําพรรษา

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 บอกไว้ว่า
“จํานําพรรษา : เรียกผ้าที่ถวายแก่พระสงฆ์ที่อยู่จําพรรษาในวัดนั้น ๆ ว่า ผ้าจํานําพรรษา”

ตาม พจน.42 ทำให้มีปัญหาว่า “ผ้าจํานําพรรษา” คือผ้าอะไร ถวายเมื่อไร

“ผ้าจํานําพรรษา” ภาษาบาลีว่า “วสฺสาวาสิกสาฎก” หรือ “วสฺสาวาสิกสาฏิกา”

“วสฺสา” (วัด-สา) แปลว่า พรรษา หมายถึงฤดูฝน
“วาสิก” (วา-สิ-กะ) แปลว่า ผู้อยู่, ผู้อาศัยอยู่
“สาฏก” (สา-ตะ-กะ) หรือ “สาฏิกา” (สา-ติ-กา) แปลว่า ผ้า (ตามวัฒนธรรมการแต่งกายของชาวชมพูทวีปโบราณ หมายถึงเสื้อผ้าชั้นนอก หรือผ้าคลุม ใช้เมื่อเวลาออกนอกบ้าน)

“วสฺสาวาสิกสาฎก” หรือ “วสฺสาวาสิกสาฏิกา” หมายถึง ผ้าที่ทายกถวายแก่พระสงฆ์ผู้อยู่จำพรรษาครบแล้ว
โปรดสังเกตว่า “อยู่จำพรรษาครบแล้ว” คือหลังจากออกพรรษาแล้ว ไม่ใช่ก่อนเข้าพรรษา หรือระหว่างสามเดือนในพรรษา

เพราะฉะนั้น “ผ้าจํานําพรรษา” ก็คือผ้าที่ถวายหลังจากออกพรรษาแล้ว ด้วยวัตถุประสงค์ที่จะให้พระท่านผลัดเปลี่ยนจีวรชุดเก่าที่ใช้มาตลอดพรรษา คือตลอดปีที่ผ่านมานั่นเอง

ผ้าที่เกี่ยวกับ “พรรษา” อีกชนิดหนึ่ง ภาษาบาลีเรียก “วสฺสิกสาฎก” หรือ “วสฺสิกสาฏิกา” (วัด-สิ-กะ-สา-ตะ-กะ / วัด-สิ-กะ-สา-ติ-กา)
“วสฺสิก” เป็นคุณศัพท์ แปลว่า สำหรับฤดูฝน, ซึ่งอยู่ในฤดูฝน, ซึ่งอยู่จำพรรษา
“วสฺสิกสาฎก” หรือ “วสฺสิกสาฏิกา” ก็คือ “ผ้าอาบน้ำฝน” เรียกสั้นๆ ว่า “ผ้าอาบ” คนเก่าๆ เรียก “ผ้าชุบอาบ” หรือ “ผ้าชุบสรง”
“ผ้าอาบน้ำฝน” นี้ ต้องถวายก่อนเข้าพรรษา ด้วยวัตถุประสงค์ที่จะให้พระภิกษุสามเณรใช้ผลัดอาบนํ้าในระหว่างจำพรรษา

“ผ้าอาบน้ำฝน” จึงไม่ใช่ “ผ้าจํานําพรรษา” อย่างที่มักเรียกกันผิดๆ
(แล้วยังลามไปเรียก “เทียนพรรษา” ว่า “เทียนจํานําพรรษา” ผิดซ้ำเข้าไปอีกด้วย)

: ถ้าเมืองตาหลิ่วยังมีตางาม ก็อย่าหลิ่วตาตามไปเสียทุกเรื่อง

Read More
บาลีวันละคำ

พรรษา (บาลีวันละคำ 434)

พรรษา

บาลีเป็น “วสฺส” อ่านว่า วัด-สะ สันสกฤตเป็น “วรฺษ” เราเขียนอิงสันสกฤตเป็น “พรรษา” อ่านว่า พัน-สา

“วสฺส – พรรษา” แปลตามศัพท์ว่า
1 “น้ำที่หลั่งรดลงมา” = ฝน
2 “ฤดูเป็นที่ตกแห่งฝน” = ฤดูฝน
3 “กาลอันกำหนดด้วยฤดูฝน” = ปี

“วสฺส -วรฺษ” ไทยเราน่าจะใช้เป็น “พรรษ” (พัด) แต่ที่เป็น “พรรษา” อาจเป็นเพราะ –
1 ในบาลีมักใช้ในรูปพหูพจน์ คือเป็น “วสฺสา” (สัน.วรฺษา) เราจึงใช้ตามที่คุ้นเป็น “พรรษา”
2 คำที่หมายถึงฤดูฝนมีอีกคำหนึ่ง คือ “วสฺสาน” (วัด-สา-นะ) คำนี้อาจกร่อนเป็น “วสฺสา-” เราก็เลยใช้เป็น “พรรษา”

ในภาษาไทย พจน.42 บอกความหมายของ “พรรษา” ไว้ว่า
– ช่วงระยะเวลา 3 เดือนในฤดูฝน เช่น เข้าพรรษา จําพรรษา
– ปี เช่น บวช 3 พรรษา, มีพระชนมายุ 25 พรรษา

คำที่เราพูดว่า “เข้าพรรษา” บาลีใช้ว่า “วสฺสูปนายิกา” (วัด-สู-ปะ-นา-ยิ-กา) แปลว่า “ดิถีเป็นที่น้อมไปสู่กาลฝน” หมายถึงดิถีเข้าพรรษา, วันเข้าพรรษา

: “พรรษา” แปลว่า ปี ควรฤๅจะทำดีแค่สามเดือน ?

Read More
บาลีวันละคำ

อาสาฬฺห (บาลีวันละคำ 433)

อาสาฬฺห

คำบาลี อ่านว่า อา-สาน-หะ

“อาสาฬฺห” เป็นชื่อหมู่ดาว
หนังสือ ศัพท์วิเคราะห์ ของ พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ.๙, ราชบัณฑิต) แสดงความหมายของศัพท์ไว้ว่า –
“อาสาฬฺโห นาม ภตีนํ ทณฺโฑ, ตํสณฺฐานตฺตา อาสาฬฺหา = ดาวที่มีรูปร่างเหมือนไม้คานของคนรับจ้าง”
เมื่อดวงจันทร์โคจรผ่านกลุ่มดาวนี้จึงเรียกชื่อเดือนนั้น “อาสาฬฺห” คือเดือน ๘ ทางจันทรคติ ตกราวมิถุนายน – กรกฎาคม

คำสำคัญที่เกี่ยวกับเดือนนี้คือ “อาสาฬหบูชา” ซึ่งมีความหมายว่า “การบูชาในเดือน ๘” หมายถึงการบูชาในวันเพ็ญเดือน ๘ เพื่อรำลึกถึงคุณพระรัตนตรัยเป็นการพิเศษ เนื่องในวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา คือ ธัมมจักกัปปวัตนสูตร ทำให้เกิดมีปฐมสาวก คือ พระอัญญาโกณฑัญญะ และเกิดสังฆรัตนะคำรบพระรัตนตรัย

ในภาษาไทย มีปัญหาว่าจะอ่านคำ “อาสาฬห” ว่าอย่างไร ?

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 บอกคำอ่านไว้ 2 แบบ คือ อ่านว่า อา-สาน-หะ และอ่านว่า อา-สาน-ละ-หะ
ความจริง มีคำอ่านอีกแบบหนึ่งที่มีคนอ่าน แต่ พจน.42 ไม่ได้บอกไว้ คือ อา-สา-ละ-หะ

หลักตัดสินก็คือ ในภาษาบาลี ตัว ฬ เมื่อซ้อนอยู่หน้า ห เป็นตัวสะกดอย่างเดียว ไม่ต้องออกเสียง
คำเทียบที่เห็นได้ชัดคือ
– ทัฬหีกรรม (การกระทําให้มั่นคงขึ้น) อ่านว่า ทัน-ฮี-กํา
– วิรุฬห์ (เจริญ, งอกงาม) อ่านว่า วิ-รุน
– วิรุฬหก (ชื่อท้าวจาตุมหาราชองค์หนึ่ง ประจําทิศทักษิณ) อ่านว่า วิ-รุน-หก

สาเหตุ :-
“ทั-” ยังออกเสียงเองไม่ได้ ส่วน “วิรุ-” แม้จะออกเสียงเองได้ แต่ก็ยังชวนให้มองหาตัวสะกดอีก จึงรู้ได้ชัดว่า “ฬ” เป็นตัวสะกด จึงไม่มีใครอ่านว่า ทัน-ละ-ฮี-กำ หรือ วิ-รุน-ละ-หก
แต่ “อาสาฬห” -สา- เมื่ออ่านตามที่ตาเห็น สามารถออกเสียงได้เอง ไม่ทำให้รู้สึกว่า “ฬ” เป็นตัวสะกด จึงอ่านเป็น อา-สา-ละ-หะ หรือ อา-สาน-ละ-หะ ได้ง่าย

: ห้ามคนอื่นไม่ให้ทำผิด – ยาก
: ห้ามตัวเราเองไม่ให้ทำผิด – ยิ่งยาก

Read More
บาลีวันละคำ

ทัศนคติ (บาลีวันละคำ 432)

ทัศนคติ
(บาลีไทย)

อ่านว่า ทัด-สะ-นะ-คะ-ติ

“ทัศน-” บาลีเป็น “ทสฺสน” (ทัด-สะ-นะ) แปลว่า การเห็น, การมองดู, การสังเกต, สิ่งที่เห็น, การเล็งเห็น, เครื่องรู้เห็น, ความเห็น, ทฤษฎี, ลัทธิ, ทิฐิ, การแสดง (ดูเพิ่มเติมที่ บาลีวันละคำ (352) 29-4-56)

“คติ” (คะ-ติ) แปลตามศัพท์ว่า “การไป” แต่มีความหมายอย่างอื่นอีก คือ การจากไป, การผ่านไป, ทางไป, ที่ไป, ที่อยู่, ที่เกิดใหม่, ภพภูมิที่ไปเกิด, ทิศทาง, แนวทาง, วิถีชีวิต, ความเป็นไป, แบบอย่าง, วิธี (ดูเพิ่มเติมที่ บาลีวันละคำ (351) 28-4-56)

ทัศน + คติ = ทัศนคติ เป็นศัพท์บัญญัติทางวิชาจิตวิทยา จากภาษาอังกฤษว่า attitude และมีศัพท์บัญญัติอีกคำหนึ่งว่า “เจตคติ” (เจ-ตะ-คะ-ติ) พจน.42 บอกความหมายดังนี้ –
ทัศนคติ = แนวความคิดเห็น
เจตคติ = ท่าทีหรือความรู้สึกของบุคคลต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

ความหมาย :
ทัศนคติ (Attitude) โดยภาพรวมหมายถึง ความรู้ ความเข้าใจ ความรู้สึกของบุคคลที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นผลมาจากประสบการณ์หรือสิ่งแวดล้อมอันมีแนวโน้มที่จะให้บุคคลแสดงปฏิกิริยาและกระทำต่อสิ่งนั้น ๆ ในทางสนับสนุนหรือปฏิเสธ ทัศนคติเป็นสิ่งที่ไม่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน การที่จะรู้ถึงทัศนคติของบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้ต้องใช้วิธีแปลความหมายของการแสดงออก (รุ่งนภา บุญคุ้ม. 2536. ทัศนคติของพัฒนากรต่อนโยบายการจัดตั้งศูนย์สาธิตการตลาด : กรณีศึกษาศูนย์ช่วยเหลือทางวิชาการพัฒนาชุมชน เขตที่ 3. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท. สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, กรุงเทพ ฯ)

คำว่า “ทสฺสนคติ-ทัศนคติ” ไม่พบว่ามีใช้ในคัมภีร์บาลี
พจนานุกรมอังกฤษ-บาลี แปล attitude เป็นบาลีว่า อาการ, วิลาส, สณฺฐิติ
การแปล attitude ว่า “ทัศนคติ” หรือ “เจตคติ” จึงเป็นไปตามทัศนคติของนักวิชาการไทย

: ทัศนคติ เปลี่ยนได้
แต่ทัศนะที่มีอคติ เปลี่ยนยาก

Read More
บาลีวันละคำ

จริต (บาลีวันละคำ 431)

จริต

บาลีอ่านว่า จะ-ริ-ตะ ไทยอ่านว่า จะ-หฺริด

รากศัพท์มาจาก จรฺ (ธาตุ = ประพฤติ, เที่ยวไป) + ต (ปัจจัย) ลง อิ อาคม : จรฺ + อิ + ต = จริต
“จริต” ถ้าใช้เป็นคำนาม แปลว่า ความประพฤติ, การเที่ยวไป, การกระทำ ถ้าใช้เป็นคุณศัพท์ มีความหมายว่า มีความประพฤติ, มีนิสัย, มีกิริยา (เช่นนั้นเช่นนี้)
คำว่า “สุจริต” “ทุจริต” ที่เราพูดกัน ก็มาจาก “จริต” คำนี้

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 บอกไว้ว่า
“จริต : ความประพฤติ, กิริยาหรืออาการ, เช่น พุทธจริต เสียจริต วิกลจริต, บางทีใช้ในทางไม่ดี เช่น ดัดจริต มีจริต, จริตจะก้าน ก็ว่า”
เสียจริต : เป็นบ้า, มีสติวิปลาส
วิกลจริต : มีความประพฤติหรือกิริยาผิดปรกติเพราะสติวิปลาส, เป็นบ้า
ดัดจริต : แสร้งทํากิริยาหรือวาจาให้เกินควร

ในทางธรรม “จริต” หมายถึงพื้นนิสัย หรือลักษณะทางอารมณ์ของคนที่หนักไปด้านใดด้านหนึ่งเป็นปกติ ท่านแบ่งจริตของคนเป็น 6 กลุ่ม คือ
1 ราคจริต หนักไปทางรักสวยรักงาม มักติดใจซาบซึ้งง่าย (คู่กับ 4)
2 โทสจริต หนักไปทางใจร้อนขี้หงุดหงิด (คู่กับ 5)
3 โมหจริต หนักไปทางเหงาซึมงมงาย ลังเล (คู่กับ 6)
4 สัทธาจริต หนักไปทางเชื่อง่าย มักคล้อยตาม
5 พุทธิจริต หนักไปทางคิดพิจารณาหาเหตุผล เชื่อยาก
6 วิตกจริต หนักไปทางคิดจับจดฟุ้งซ่าน

“ดัด” : ทําให้คดหรือตรงตามประสงค์
“จริต” มีไว้สำหรับ “ดัด”
เพราะฉะนั้น จง “ดัด” จริต แต่อย่า “ดัดจริต”

Read More
บาลีวันละคำ

มหาดไทย (บาลีวันละคำ 430)

มหาดไทย

มาจากภาษาอะไร ?

มีผู้แสดงความเห็นไว้ดังนี้

1 มาจากบาลีว่า “มหทย” (มะ-หะ-ทะ-ยะ) แปลว่า “เมตตายิ่ง” (Very Compassionate) “กรุณายิ่ง” (Very Merciful) (สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ, อ้างพจนานุกรมภาษาบาลี ของชิลเดอร์)

2 มาจากคำว่า “มหาอุทัย” แปลว่า “พระอาทิตย์แรกขึ้น” เราเขียน อุ พลาดเป็น ฦ ฦ กลายเป็น ฎ ชฎา เป็น “มหาฎทัย” เลยอ่านว่า มะ-หาด-ไท ภายหลังใช้ ด เด็ก แทน ฎ ชะฎา จึงเป็น “มหาดทัย” = มหาดไทย (หลวงวิจิตรวาทการ, อ้างประวัติศาสตร์สมัยสุโขทัย)

3 มาจากคำอินเดียว่า “มหามาตร” หมายถึงผู้เชี่ยวชาญเรื่องช้าง แขกพูดเร็วเป็น “มหาวัต” ฝรั่งฟังเป็น MAHOUT (มะเฮาท์ พจน.สอ เสถบุตร แปลว่า ควาญช้าง, มหาด) ไทยฟังเป็น “มหาต” เราเรียนวิชาคชกรรมจาก “มหาตอินเดีย” จนเชี่ยวชาญเรื่องช้าง จึงแยกเรียกเป็น “มหาตไทย” เพื่อให้ต่างจาก “มหาตอินเดีย” (ขุนวิจิตรมาตรา, อ้างความสำคัญของช้างกับชนชาติไทย อันเป็นเหตุให้พวก “มหาตไทย” ที่ใช้ช้างเป็นกำลังสำคัญในยามศึกสงคราม กลายมาเป็นข้าราชการที่ทำหน้าที่ดูแลสุขทุกข์ของราษฎร์ในยามสงบ)

4 มาจาก มหา + อัต = มหาต มีความหมายว่า “คนที่เป็นใหญ่” “ข้าราชการผู้ใหญ่ที่มีอิสระพอที่จะสั่งปฏิบัติงานได้ด้วยอำนาจของตนเอง” อันเป็นลักษณะของข้าราชการมหาดไทย (ไม่ปรากฏนามเจ้าของความเห็น)

ข้อมูลในภาษาบาลี –

1 “มหทย” ไม่พบในคัมภีร์ แต่มี “ทยา” แปลว่า ความเห็นใจ, ความเมตตา, ความกรุณา (sympathy, compassion, kindness) “มีกรุณายิ่ง” บาลีใช้ว่า “ทยาลุ” (ทะ-ยา-ลุ) ไม่ใช่ “มหทย”

2 “อุทัย” บาลีเป็น “อุทย” (อุ-ทะ-ยะ) แปลว่า การขึ้น, ความเจริญ, การเพิ่มพูน, รายได้, ผลประโยชน์

3 “มหามาตร” ใกล้เคียงกับ “มหามตฺต” (มะ-หา-มัด-ตะ) ที่เราทับศัพท์ว่า “มหาอำมาตย์” แปลว่า อำมาตย์ผู้ใหญ่ (chief minister)

4 มหา + อัต = มหาต บาลีเป็น “มหตฺตา” แปลว่า “ผู้มีตนยิ่งใหญ่” หมายถึงพระอรหันต์

: “มหาดไทย” จะมาจากคำว่าอะไร
ก็ขึ้นอยู่กับคน “มหาดไทย” จะทำให้มันมีความหมายว่าอะไร

—————–
(ตามคำอาราธนาของ ผจญ จอจาน และ Noppadon Intaptim)

Read More
บาลีวันละคำ

สมี (บาลีวันละคำ 429)

สมี

อ่านว่า สะ-หฺมี

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 บอกไว้ว่า

“สมี : คําเรียกพระภิกษุผู้ต้องอธิกรณ์ขั้นปาราชิก; (คำโบราณ) คําใช้เรียกพระภิกษุ”

มีปัญหาว่า “สมี” ที่หมายถึงพระภิกษุผู้ต้องอธิกรณ์ขั้นปาราชิก มาจากภาษาอะไร ?

ความหมายท่อนท้ายที่ พจน.42 บอกไว้ว่า “(โบ) คําใช้เรียกพระภิกษุ” นั้น พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ 2493 บอกไว้ดังนี้ –

“สมี : (โบ) เป็นคำใช้เรียกพระภิกษุ, ภายหลังใช้เป็นคำเรียกพระภิกษุผู้ต้องอธิกรณ์”

ทำให้ได้ความชัดขึ้นอีกว่า แต่เดิมนั้น “สมี” เป็นคำใช้เรียกพระภิกษุปกติธรรมดาทั่วไป

ขอเสนอข้อพิจารณาดังนี้ –

1 ในภาษาบาลี คำที่ใกล้เคียงกับ “สมี” มากที่สุดคือ “สามี” ความหมายที่เราเข้าใจกันคือ ผัว, ชายที่เป็นคู่ครองของหญิง

2 “สามี” ยังมีความหมายอื่นอีก คือ เจ้าของ, ผู้ปกครอง, เจ้า, นาย พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “สามี” ว่า owner, ruler, lord, master

3 ในภาษาบาลี คำที่ชาวบ้านใช้เรียกนักบวชคำหนึ่งคือ “อยฺย” (ไอ-ยะ) นักบาลีในเมืองไทยมักแปลว่า “พระผู้เป็นเจ้า” (คนละความหมายกับ “พระเจ้า”) “พระคุณเจ้า” พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “อยฺย” ว่า gentleman, sire, lord, master

จะเห็นได้ว่า “สามี” กับ “อยฺย” มีความหมายตรงกัน ถ้าใช้ “อยฺย” เรียกนักบวชได้ ก็ใช้ “สามี” เรียกได้เช่นกัน

4 “สามี” สันสกฤตเป็น “สฺวามินฺ” (ที่เราใช้ว่า “สวามี”) สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน ให้คำแปลอย่างหนึ่งว่า “อาจารย์, ครูผู้สั่งสอนธรรมหรือเวท, พราหมณ์หรือบัณฑิตผู้คงแก่เรียน”

5 ในอินเดียก็เรียกนักบวชว่า “สวามี” เช่น สวามี วิเวกานันทะ, สวามี สัตยานันทปุรี (ท่านผู้นี้มาอยู่ในเมืองไทยระหว่าง 2475-2485)

6 “สามี-สวามี” ออกเสียงแบบอินเดียเป็น ซา-หมี, สวา-หมี ได้, แล้วกร่อนเป็น “สมี” เดิมใช้เรียกพระภิกษุทั่วไป ภายหลังจึงใช้เรียกเฉพาะพระภิกษุผู้ต้องอธิกรณ์ขั้นปาราชิก

: คนดี เสริมค่าของคำ
: คนระยำ ทำให้คำไร้ค่า

Read More
บาลีวันละคำ

จริยธรรม-ธรรมจริยา (บาลีวันละคำ 428)

จริยธรรม-ธรรมจริยา

ประกอบด้วยคำ 2 คำ คือ จริย + ธรรม

“จริย” มาจากรากศัพท์ว่า จรฺ (ธาตุ = ประพฤติ, ดำเนินไป) + อิย ปัจจัย (บางท่านว่าลง ณฺย ปัจจัย ลบ ณ ลง อิ อาคม ไม่ทีฆะต้นธาตุตามอำนาจของปัจจัยเนื่องด้วย ณ) = จริย (เป็น จริยา ก็มี) แปลว่า “-ที่ควรประพฤติ”

“ธมฺม” มาจากรากศัพท์ว่า ธรฺ (ธาตุ = ทรงไว้) + รมฺม ปัจจัย ลบ รฺ ที่สุดธาตุ และ ร ต้นปัจจัย = ธมฺม แปลว่า “สภาพที่ทรงไว้” เราเขียนอิงสันสกฤตเป็น “ธรรม” และแปลทับศัพท์ว่า ธรรม ความหมายรวบยอดของ “ธรรม” ก็คือ ข้อปฏิบัติที่เป็นบ่อเกิดแห่งความดี (ดูคำแปลอย่างละเอียดที่ บาลีวันละคำ (115) 31-8-55)

จริย + ธรรม = จริยธรรม (จะ-ริ-ยะ-ทำ) พจน.42 ให้ความหมายว่า “ธรรมที่เป็นข้อประพฤติปฏิบัติ, ศีลธรรม, กฎศีลธรรม” เป็นการให้ความหมายตามบัญญัติสมัยปัจจุบัน ซึ่งกำหนดให้ “จริยธรรม” เป็นคำแปลสำหรับคำภาษาอังกฤษว่า ethics

ถ้าเอา “ธรรม” ไว้หน้า เอา “จริยา” ไว้หลัง ก็จะเป็น “ธรรมจริยา” (ทำ-มะ-จะ-ริ-ยา) พจน.42 ให้ความหมายว่า “การประพฤติเป็นธรรม, การประพฤติถูกธรรม”

ในมงคลสูตร มีมงคลข้อหนึ่งว่า “ธมฺมจริยา” รูปคำตรงกับ “ธรรมจริยา” ท่านให้ความหมายว่า ประพฤติธรรม, ดำรงอยู่ในศีลธรรม (righteous conduct)

เราเคยมี “วิชาศีลธรรม” สอนในโรงเรียน แต่ต่อมาถูกถอดออกไป แล้วกลับมาใหม่ในนาม “วิชาจริยธรรม”
“ศีลธรรม” มีกฎที่ชัดเจนว่า อะไรคือศีล อะไรคือธรรรม อย่างไรผิด และอย่างไรถูก
ส่วน “จริยธรรม” มีความหมายไม่ตายตัว เปิดโอกาสให้บุคคลหรือกลุ่มคนตีความเข้าข้างตัวเองได้ง่าย เช่นอ้างว่า “การกระทำเช่นนี้ ข้าพเจ้าถือว่าไม่ผิดจริยธรรมของข้าพเจ้าหรือของพวกข้าพเจ้า”

: ถ้าขาดศีลธรรมเป็นรากฐาน จริยธรรมของคนพาลก็เบ่งบานเต็มเมือง

Read More
บาลีวันละคำ

กลาโหม (บาลีวันละคำ 427)

กลาโหม

อ่านว่า กะ-ลา-โหมฺ

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 บอกความหมายของ “กลาโหม” ไว้ว่า –

1 ชื่อกรมที่ปกครองหัวเมืองฝ่ายใต้ในสมัยโบราณ มีสมุหพระกลาโหมเป็นประธาน

2 ชื่อกระทรวงที่มีอํานาจหน้าที่เกี่ยวกับการป้องกันและรักษาความมั่นคงของราชอาณาจักรจากภัยคุกคามทั้งภายนอกและภายในประเทศ

3 การชุมนุมพลรบ

มีปัญหาว่า คำว่า “กลาโหม” มาจากภาษาอะไร ?

1 บางท่านว่า กลา + โหม “กลา” แปลว่า ส่วน, เสี้ยวที่สิบหกของพระจันทร์ “โหม” คำไทย แปลว่า ทำให้แรงขึ้น (พระวรเวทย์พิสิฐ รวบรวม)

2 บางท่านว่า “กลาโหม” เป็นพิธีของพราหมณ์ แปลว่า “กองไฟ” เวลาจะไปทัพต้องทำพิธีนี้ จึงเอามาใช้เป็นคำเกี่ยวกับทหาร (พระวรเวทย์พิสิฐ รวบรวม)

3 บางท่านว่า “กลา” เป็นคำสันสกฤต “โหม” คำไทย แปลว่า รบ “กลาโหม” คือกองรบ (พระวรเวทย์พิสิฐ รวบรวม)

4 บางท่านว่า มาจากบาลีว่า“กลห” (กะ-ละ-หะ) แปลว่า วิวาท, ทะเลาะกัน, วุ่นวาย, รบประจัญบาน (สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ)

5 บางท่านว่า มาจากคำเขมรว่า กฺรฬาโหม “กฺรฬา” แปลว่า สังเวียน, ลาน, บริเวณ, ปริมณฑล, กระทงจีวร (ผ้าท่อนหนึ่งๆ ของจีวร มีลักษณะเหมือนกระทงนา ซึ่งมีรูปสี่เหลี่ยม) “โหม” แปลว่า การบูชาไฟ “กฺรฬาโหม” แปลว่า “สังเวียนแห่งการบูชาไฟ” เขมรโบราณเวลาจะไปทัพ พวกพราหมณ์จะต้องทำพิธีนี้ ไทยรับธรรมเนียมนี้มาจากเขมร (จิตร ภูมิศักดิ์)

ขอเสนอคำบางคำในภาษาบาลีเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณา ดังนี้ –

1 “กลา” (กะ-ลา) บาลีมีความหมาย 2 อย่างคือ (1) เสี้ยวเล็กๆ ของส่วนที่เต็ม (นัยเดียวกับที่ว่า “กฺรฬา” แปลว่า “กระทงจีวร” คือผ้าชิ้นเล็กๆ ที่ประกอบกันเป็นจีวรเต็มผืน) (2) อุบาย (an art), การหลอกลวง (a trick)

2 “กล” (กะ-ละ ไทยอ่านว่า กน กร่อนมาจาก “กลา”) พจน.42 บอกความหมายไว้ดังนี้

– การลวงหรือล่อลวงให้หลงหรือให้เข้าใจผิดเพื่อให้ฉงนหรือเสียเปรียบ เช่น เล่ห์กล
– เล่ห์เหลี่ยม เช่น กลโกง
– เรียกการเล่นที่ลวงตาให้เห็นเป็นจริงว่า เล่นกล
– เครื่องกลไก, เครื่องจักร, เครื่องยนต์ เช่น ช่างกล
– เช่น, อย่าง, เหมือน เช่น เหตุผลกลใด
– เคลือบแฝง เช่น ถ้าจําเลยให้การเป็นกลความ

จะเห็นได้ว่า เป็นความหมายของ “กลา” ที่ว่า “การหลอกลวง” นั่นเอง
ส่วนที่หมายถึงเครื่องจักรเครื่องยนต์ ก็สามารถ “ลากเข้าความ” ได้ว่า ชิ้นส่วนเล็กๆ ประกอบกันเข้านั่นเองจึงเป็นเครื่องจักรเครื่องยนต์ อันเป็นความหมายของ “กลา” ที่ว่า “เสี้ยวเล็กๆ ของส่วนที่เต็ม”

3 คำที่ออกมาจาก “กล” คำหนึ่งที่ชัดเจนมาก คือ “กลยุทธ์” (กน-ละ-ยุด) หมายถึงการรบที่มีเล่ห์เหลี่ยม, วิธีการที่ต้องใช้กลอุบายต่าง ๆ, เล่ห์เหลี่ยมในการต่อสู้ “กล” ในคำนี้มีที่มาจากภารกิจของทหารโดยตรง

จะเห็นได้ว่า “กล-กลา” มีความหมายเกี่ยวกับกองทัพกองทหารได้ด้วย

4 “โหม” บาลีอ่านว่า โห-มะ แปลว่า เครื่องเซ่น, เครื่องบวงสรวง, การบูชา, การสังเวย, บูชายัญ, บูชาไฟ

ถ้า “กลาโหม” จะมาจากคำบาลี ก็แปลได้ว่า “พิธีเซ่นสรวงสังเวยในเวลาออกรบ” แล้วคลี่คลายกลายมาเป็นชื่อเรียกหน่วยงานของทหารดังที่ใช้ในปัจจุบัน

: รบกันด้วยกำลังความคิด มีผลศักดิ์สิทธิ์กว่าใช้กำลังอื่นใด

———————-
(เนื่องมาจากคำถามของ Surabhob Sanidvongs Na Ayuthaya
และขออภัยที่บาลีวันละคำวันนี้ยาวเกินปกติ)

Read More
บาลีวันละคำ

มาตุรงค์-บิตุรงค์ (บาลีวันละคำ 426)

มาตุรงค์-บิตุรงค์
คำไทยที่สร้างขึ้นจากคำบาลี

อ่านว่า มา-ตุ-รง, บิ-ตุ-รง

มาตุรงค์ แปลว่า “แม่” บิตุรงค์ แปลว่า “พ่อ”
มาตุรงค์-บิตุรงค์ ไม่ใช่คำที่ใช้พูดจากันตามปกติ แต่นิยมใช้ในกาพย์กลอนซึ่งจำเป็นต้องหาคำมารับสัมผัส กวีจึงสร้างคำขึ้นเพื่อให้มีเสียงรับสัมผัสตามที่ต้องการ

“มาตุรงค์” มาจาก มาตุ (มา-ตุ = แม่) + องฺค (อัง-คะ = องค์) เติม “ร” เข้าตรงกลางเพื่อให้เกิดรื่นไหลในการเปล่งเสียง (ภาษาไวยากรณ์เรียกว่า “ลง ร (ระ) อาคม”) : มาตุ + ร + องฺค = มาตุรงฺค (มา-ตุ-รัง-คะ) เขียนแบบไทยเป็น “มาตุรงค์”
“องฺค” แปลว่า ส่วน, ส่วนของร่างกาย, ส่วนประกอบ แต่ในที่นี้ใช้ในฐานะเป็นส่วนประกอบของคำโดยไม่ทำให้มีความหมายเพิ่มขึ้น คือ “มาตุรงค์” คงแปลว่า “แม่” เท่าเดิม

“บิตุรงค์” มาจาก ปิตุ (ปิ-ตุ = พ่อ) + องฺค = ปิตรงฺค เขียนแบบไทยเป็น “บิตุรงค์” (บ ใบไม้ ไม่ใช่ ป ปลา) ใช้หลักเกณฑ์การสร้างคำเช่นเดียวกับ “มาตุรงค์”

มาตุรงค์-บิตุรงค์ เป็นมรดกทางภาษาของภูมิปัญญาไทย

: สร้างคำขึ้นมาใช้ในที่เหมาะ
: รูปก็เพราะเสียงก็ดีมีความหมาย
: สร้างคนขึ้นมาใช้ไว้มากมาย
: น่าเสียดายคนดีดีมีไม่ใช้

Read More
น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้