Author: Admin ชมรมธรรมธารา

บาลีวันละคำ

ปริวาส (บาลีวันละคำ 415)

ปริวาส

บาลีอ่านว่า ปะ-ริ-วา-สะ ไทยอ่านว่า ปะ-ริ-วาด
ประกอบด้วย ปริ (รอบ) + วาส (การอยู่, การพักแรม) = ปริวาส

“ปริวาส” มีความหมายว่า การอยู่ค้างคืน, การอยู่แรมคืน; เป็นขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการที่ภิกษุผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสสจะต้องประพฤติเพื่อให้พ้นผิด เรียกว่า “อยู่ปริวาส” คำเก่าเรียก “อยู่กรรม” (ทำในกรณีที่ต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วปกปิดไว้ โดยต้องอยู่ปริวาสตามจำนวนวันที่ปกปิด)

อาบัติสังฆาทิเสสมีฐานความผิด 13 กรณี เช่น สำเร็จความใคร่ถึงน้ำกามหลั่ง เป็นต้น เป็นอาบัติหนักรองจากปาราชิก ยังไม่ขาดจากความเป็นพระ แต่จะพ้นผิดได้โดยให้สงฆ์ลงโทษแบบอารยชน เช่น
– อยู่ร่วมที่กับภิกษุอื่นไม่ได้ ต้องแยกบริเวณอยู่ต่างหาก (ซึ่งเป็นความหมายของคำว่า “ปริวาส”)
– ถูกตัดสิทธิ์ เช่นถูกตัดออกจากลำดับการรับนิมนต์ (ทำนองเดียวกับ เว้นวรรคทางการเมือง)
– ลดฐานะตัวเอง เช่น ถ้าเป็นพระผู้ใหญ่ ก็ต้องไปนั่งท้ายแถว, รับไหว้จากพระด้วยกันไม่ได้
– ประจานตัว เช่น ถ้ามีพระอาคันตุกะเข้ามาในวัด พระที่อยู่ปริวาสต้องไปรายงานตัวว่า ตนต้องอาบัติหนัก อยู่ในระหว่างถูกลงโทษ

ในคัมภีร์ “ปาริวาสิกขันธกะ” วินัยปิฎก ซึ่งเป็นเรื่องการอยู่ปริวาสโดยเฉพาะ ไม่ได้แสดงไว้ว่าภิกษุทั่วไปอยู่ปริวาสกันได้ด้วย
“อยู่ปริวาส” เป็นการลงโทษพระที่ต้องอาบัติสังฆาทิเสสเท่านั้น ไม่ใช่เป็นการปฏิบัติธรรมเพื่อความบริสุทธิ์ของภิกษุทั่วไป ดังที่บางแห่งนิยมจัดเป็นกิจกรรมบุญกันในสมัยนี้

: นักเรียนทำผิด ครูสั่งให้วิ่งรอบสนาม 3 รอบเป็นการลงโทษ
: นักเรียนที่ไม่ได้ทำผิดเห็นว่าการวิ่งเป็นการออกกำลัง ทำให้ร่างกายแข็งแรง ก็เลยขอวิ่งด้วย
หรือว่าจะเข้าใจแบบนี้ ?

Read More
บาลีวันละคำ

อลชฺชี (บาลีวันละคำ 414)

อลชฺชี

ภาษาไทยเขียน อลัชชี อ่านว่า อะ-ลัด-ชี เหมือนบาลี

“อลชฺชี” รากศัพท์คือ น (= ไม่, ไม่ใช่, ไม่มี) + ลชฺชา (= ความละอาย, ความเกลียดกลัวผิด) + อี แปลง น เป็น อ : น = อ + ลชฺชา + อี = อลชฺชี

“อลชฺชี – อลัชชี” แปลว่า “ผู้ไม่มีความละอาย” หมายถึง คนหน้าด้าน มักใช้เรียกภิกษุผู้มักประพฤติละเมิดพุทธบัญญัติโดยจงใจละเมิด หรือทำผิดแล้วไม่แก้ไข

พจน.42 บอกว่า

“อลัชชี : (คุณศัพท์) ไม่อาย, นอกจารีต. (คำนาม) ผู้ไม่อาย (ใช้แก่นักพรต), ผู้ประพฤตินอกจารีต, เช่น พระรูปนี้เป็นอลัชชี”

ในภาษาไทย “อลัชชี” เป็นคำตำหนิที่ให้ความรู้สึกว่าน่ารังเกียจ ขยะแขยง

ในภาษาบาลีมีอีกคำหนึ่ง คือ “นิลฺลชฺชา” (นิ + ลชฺชา ซ้อน ล, อ่านว่า นิน-ลัด-ชา)

คำนี้รูปดีเสียงเพราะ ผู้ไม่รู้บาลีอาจนึกว่าน่าจะใช้เป็นชื่อผู้หญิงได้ดี

“นิลฺลชฺชา”แปลว่า “ผู้มีความละอายโบยบินออกไปจากหัวใจ” มีความหมายเช่นเดียวกับ “อลัชชี” นั่นเอง

“อลัชชี” มักใช้แก่นักพรตก็จริง แต่ตามรากศัพท์แล้วใช้แก่คนทั่วไปก็ได้ด้วย เช่น

– ข้าราชการทุกประเภทที่มีระเบียบวินัยกำกับ
– ผู้บริหารบ้านเมืองทุกระดับที่ถวายสัตย์ปฏิญาณหรือปฏิญาณตนก่อนเข้ารับตำแหน่ง
– คนในสายอาชีพต่างๆ ที่มีจรรยาบรรณควบคุม
– ผู้ที่มีอาชีพหรือทำงานเกี่ยวข้องกับประชาชน
– ฯลฯ

ถ้าทุจริต ประพฤติมิชอบ โกงกิน เอาเปรียบประชาชนหรือผู้บริโภค เอาเปรียบหน่วยงาน ฯลฯ ก็คือ “ผู้ไม่มีความละอาย” หรือ “ผู้มีความละอายโบยบินออกไปจากหัวใจ” นั่นเอง

ดีไหม ? คนชนิดนั้น –

: ถ้าเป็นบุรุษ ก็ชวนกันเรียกว่า “อลัชชี”
: ถ้าเป็นสตรี ก็ตั้งชื่อว่า “นิลลัชชา”

Read More
บาลีวันละคำ

อาบัติ (บาลีวันละคำ 413)

อาบัติ

อ่านว่า อา-บัด
บาลีเป็น “อาปตฺติ” อ่านว่า อา-ปัด-ติ
รากศัพท์คือ อา (ทั่ว, ยิ่ง) + ปท (ธาตุ แปลงเป็น ปตฺ = ไป, ถึง) + ติ (ปัจจัย = การ-, ความ-) = อาปตฺติ

“อาปตฺติ” หมายถึง โทษที่เกิดจากการล่วงละเมิดสิกขาบทหรือข้อห้ามแห่งภิกษุ อย่างที่เข้าใจกันด้วยภาษาง่ายๆ ว่า “ผิดศีล” หรือ “ศีลขาด”

คำนี้เรานิยมพูดทับศัพท์ว่า “อาบัติ” เช่น “พระทำอย่างนี้ไม่เป็นอาบัติหรือ”

นักบาลีมักแปลตามศัพท์ว่า “การต้อง” หมายถึง “กระทบ” คือ การกระทำเช่นนั้นไปกระทบเข้ากับความผิด หรือมีความผิดเข้ามากระทบผู้กระทำ

อาบัติมี 7 ชื่อ มีความหมายตามลักษณะความผิด ดังนี้ (เพื่อเข้าใจง่าย ขอแปลแบบถอดความ)
(1) ปาราชิก = “แพ้ไล่ออก”
(2) สังฆาทิเสส = “ต้องให้สงฆ์สั่งสอน”
(3) ถุลลัจจัย = “เลวอย่างหยาบ”
(4) ปาจิตตีย์ = “ทำดีตกแตก”
(5) ปาฏิเทสนียะ = “รับสารภาพ”
(6) ทุกกฏ = “มารยาททราม”
(7) ทุพภาสิต = “ปากเสีย”

มาตรการลงโทษ (ตัวเลขในวงเล็บคืออาบัติ)

(1) ขาดจากความเป็นพระทันทีที่ทำ
(2) ที่ประชุมสงฆ์ลงโทษตามวิธีการที่กำหนด
(3-7) เปิดเผยความผิดต่อหน้าเพื่อนภิกษุด้วยกัน เรียกว่า “ปลงอาบัติ”

Read More
บาลีวันละคำ

พระสงฆ์ (บาลีวันละคำ 412)

พระสงฆ์
(คำบาลีประสมในภาษาไทย)

คำว่า “พระ” มีผู้ให้ความเห็นว่าน่าจะมาจาก “วร” (วะ-ระ) ในบาลีสันสกฤต แปลว่า “ผู้ประเสริฐ” แปลง ว เป็น พ ออกเสียงว่า พะ-ระ แล้วกลายเสียงเป็น พฺระ (ร กล้ำ)
ในที่นี้คำว่า “พระ” เป็นคำใช้ประกอบหน้าคําอื่นแสดงความยกย่อง (พจน.42 บอกความหมายของ “พระ” ไว้ 13 อย่าง)

“สงฆ์” แปลว่า ฝูงชน, ชุมนุมชน, หมู่, ฝูง, กลุ่ม, กลุ่มใหญ่, ประชาคม, คณะสงฆ์, พระ, นักบวช

ในทางภาษา “พระสงฆ์” แปลว่า “หมู่แห่งผู้ประเสริฐ” หรือ “นักบวชผู้ประเสริฐ”
แต่ในทางความมุ่งหมาย “พระสงฆ์” คือ –

(1) หมู่สาวกของพระพุทธเจ้า เรียกว่า “สาวกสงฆ์” ดังคำสวดในสังฆคุณว่า “สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ = สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว” เริ่มแต่พระโสดาบันจนถึงพระอรหันต์
“สาวกสงฆ์” คือหนึ่งในพระรัตนตรัย (พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์)

(2) ชุมนุมภิกษุหมู่หนึ่งตั้งแต่ 4 รูปขึ้นไป ซึ่งสามารถประกอบสังฆกรรมได้ตามกำหนดทางพระวินัย เรียกว่า “ภิกขุสงฆ์”

ต่อมา มักเรียกอย่างแรกว่า “อริยสงฆ์” อย่างหลังว่า “สมมุติสงฆ์”
พระสงฆ์ ไม่ว่าจะเป็นอริยสงฆ์ หรือสมมุติสงฆ์ ล้วนต้องอยู่ในกรอบคือพระธรรมวินัยอันพระพุทธองค์ทรงแสดงและทรงบัญญัติไว้ดีแล้ว

: ถ้าเห็นกรอบเป็น “เกราะ” ก็เหมาะที่จะเป็นพระสงฆ์
: ถ้าเห็นกรอบเป็น “กรง” สักวันก็คง..หลุดออกไป

Read More
บาลีวันละคำ

สัญชาตญาณ (บาลีวันละคำ 411)

สัญชาตญาณ
(บาลีแบบไทย)

อ่านว่า สัน-ชาด-ตะ-ยาน
ประกอบด้วย สัญชาต + ญาณ

“สัญชาต” บาลีเป็น “สญฺชาต” (สัน-ชา-ตะ) และเป็น “สชาต” (สะ-ชา-ตะ) ก็มี แปลว่า –

(1) “มีกำเนิดเหมือนกัน” เช่นเป็นคน ก็เป็นคนเหมือนกัน คนกับสัตว์เดรัจฉานไม่เรียกว่ามีกำเนิดเหมือนกัน

(2) “มีกำเนิดร่วมกัน” เช่นลูกที่เกิดจากพ่อแม่เดียวกัน

(3) “เกิดเอง” ไม่มีคนไปทำให้มันเกิดขึ้น = เกิดตามธรรมชาติ

“ญาณ” (ยา-นะ) แปลตามศัพท์ว่า “เครื่องมือช่วยรู้” “รู้สิ่งที่ควรรู้” หมายถึงความรู้จักคิดหรือรู้จักทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (ดูเพิ่มเติมที่ “ญาณ” ในคำอื่นๆ)

สัญชาต + ญาณ = สัญชาตญาณ เป็นคำผสมแบบบาลีไทย ยังไม่พบในคัมภีร์บาลี

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 บอกความหมายของ “สัญชาตญาณ” ว่า –

“ความรู้ที่มีมาแต่กําเนิดของคนและสัตว์ ทําให้มีความรู้สึกและกระทําได้เองโดยไม่ต้องมีใครสั่งสอน เช่น สัญชาตญาณในการป้องกันตัว สัญชาตญาณในการรวมหมู่”

“สัญชาตญาณ” บัญญัติเทียบคำอังกฤษว่า instinct

พจนานุกรมอังกฤษ-บาลี แปล instinct เป็นบาลีว่า “สหชญาณ” (สะ-หะ-ชะ-ยา-นะ) เกือบตรงกับ “สัญชาตญาณ” ของเรา

ระวัง : สัญชาตญาณ : สัญชาต(ะ) ไม่ใช่ สัญชาติ-

: “สัญชาตญาณ” บอกได้แค่ “ทำอะไรจึงจะรอด”
: ปัญญาที่อบรมอย่างเยี่ยมยอด บอกได้ว่า “จะรอดไปทำอะไร”

Read More
บาลีวันละคำ

วิจารณญาณ (บาลีวันละคำ 410)

วิจารณญาณ
(บาลีแบบไทย)

อ่านว่า วิ-จา-ระ-นะ-ยาน
ประกอบด้วย วิจารณ + ญาณ

“วิจารณ” บาลีเป็น “วิจารณา” (วิ-จา-ระ-นา เป็นอิตถีลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “เครื่องสั่งสม” เป็นชื่อหนึ่งของ ปัญญา มีความหมายว่า การสืบสวน, การตรวจสอบ, การแสวงหา, การเอาใจใส่, การจัดแจง, การวางแผน, การดูแล

“ญาณ” (ยา-นะ) แปลตามศัพท์ว่า “เครื่องมือช่วยรู้” “รู้สิ่งที่ควรรู้” หมายถึงปัญญาหยั่งรู้หรือกําหนดรู้ความจริงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือความสามารถหยั่งรู้เป็นพิเศษ

“วิจารณา” มีในบาลี “ญาณ” ก็มีในบาลี แต่ “วิจารณญาณ” เป็นคำผสมแบบบาลีไทย ยังไม่พบในคัมภีร์บาลี

วิจารณา เราลดเสียงเป็น วิจารณ + ญาณ = วิจารณญาณ ในภาษาไทยมีความหมายว่า “ปัญญาที่สามารถรู้หรือให้เหตุผลที่ถูกต้องได้” (พจน.42)

เมื่อรู้เห็นเรื่องราวอะไรก็ตาม สามารถแยกแยะ วินิจฉัย ตัดสินได้ว่าดีหรือชั่ว ถูกหรือผิด ควรหรือไม่ควร นั่นคือมีวิจารณญาณ
ถ้ายังไม่รู้ว่าอะไรดีชั่วถูกผิดควรไม่ควร นั่นคือยังไม่มี-หรือยังขาดวิจารณญาณ

วิจารณญาณ เป็นสิ่งที่ต้องอบรม บ่มเพาะ ปลูกฝัง สั่งสอน
วิจารณญาณ ต้องนำไปสู่การตัดสินใจทำหรือไม่ทำสิ่งใดๆ อย่างถูกต้อง

ปริศนาที่ต้องใช้วิจารณญาณ :
คนหนึ่ง ฉลาด ทำผิดโดยไม่ให้ใครรู้ ถึงรู้ก็เอาผิดไม่ได้
คนหนึ่ง รู้ทุกอย่างว่าอะไรผิดถูกชั่วดีควรไม่ควร แต่ชั่วไม่มี ดีก็ไม่ทำ
คนหนึ่ง โง่ๆ เซ่อๆ เขาบอกให้เว้นชั่ว ก็เว้น บอกให้ทำดี ก็อุตส่าห์ทำ
คนไหนมีวิจารณญาณ ?
หรือว่าน่าจะมีอีกคนหนึ่ง ?

Read More
บาลีวันละคำ

สังฆกรรม [1] (บาลีวันละคำ 409)

สังฆกรรม [1]

อ่านว่า สัง-คะ-กำ
บาลีเป็น “สงฺฆกมฺม” อ่านว่า สัง-คะ-กำ-มะ
ประกอบด้วย สงฺฆ + กมฺม

“สงฺฆ” ภาษาไทยเขียน “สังฆ” (ถ้าอยู่ท้ายคำ มักเขียน “สงฆ์” อ่านว่า สง) มีความหมายว่า ฝูงชน, ชุมนุมชน, หมู่, ฝูง, คณะสงฆ์, พระ, นักบวช, พุทธจักร, กลุ่มใหญ่, ประชาคม; ในทางพระวินัย หมายถึงภิกษุตั้งแต่ 4 รูปขึ้นไป

Read More
บาลีวันละคำ

หัตถบาส (บาลีวันละคำ 408)

หัตถบาส

อ่านว่า หัด-ถะ-บาด
บาลีเขียนว่า “หตฺถปาส” อ่านว่า หัด-ถะ-ปา-สะ ประกอบด้วย หตฺถ + ปาส

“หตฺถ” คำแปลที่คุ้นกันคือ “มือ” แต่ยังแปลว่า งวงช้าง, มวยผม, ชื่อมาตราวัดระยะ เท่ากับศอกหนึ่ง อีกด้วย
“ปาส” คำแปลที่คุ้นกันคือ “บ่วง” หมายถึง บ่วงแร้ว, กับดัก, เครื่องผูกรัด, โซ่ตรวน, มวยผม, รูลูกดุม

หตฺถ + ปาส = หตฺถปาส เขียนแบบไทยว่า “หัตถบาส” (-บาส ส เสือ ถ้าคำเดียวภาษาไทยเขียน “บาศ” ศ ศาลา) แปลตามศัพท์ว่า “บ่วงมือ” (แต่อาจแปลว่า “บ่วงที่มีระยะหนึ่งศอก” ก็ได้)

ความหมายกว้างๆ ของ “หัตถบาส” ก็คือ ระยะห่างพอยื่นมือไปจับได้ ความหมายนี้ฝรั่งแปล “หตฺถปาส” ว่า vicinity

“หัตถบาส” ใช้เกี่ยวกับวินัยของสงฆ์ มีความหมายว่า “ระยะระหว่างพระสงฆ์ที่นั่งทําสังฆกรรมหรือระหว่างพระภิกษุ สามเณร กับคฤหัสถ์ผู้ถวายของ ห่างกันไม่เกินศอกหนึ่ง” (พจน.42)

บางท่านเข้าใจว่า
– ในการรับประเคน ห่างกันประมาณศอกหนึ่ง เรียกว่าได้หัตถบาส
– แต่ในการทำสังฆกรรม เช่น อุปสมบท หรือสวดปาติโมกข์ พระสงฆ์ต้องนั่งห่างกันไม่เกินคืบหนึ่ง ถ้าห่างกว่านี้ เสียหัตถบาส

ความเป็นจริง ไม่ว่าจะรับประเคนหรือทำสังฆกรรม ใช้ “หัตถบาส” เกณฑ์เดียวกันคือ ห่างกันไม่เกินศอกหนึ่ง (อรรถกถาอธิบายว่าสองศอกคืบด้วยซ้ำ)
เจตนารมณ์ของ “หัตถบาส” ก็คือ “ใกล้ๆ เข้ามาอีกนิด”

: นั่งห่างกันนิดหน่อยก็ไม่เป็นไร
แต่ระวังอย่าให้หัวใจเสียหัตถบาส

Read More
บาลีวันละคำ

พงศาวดาร (บาลีวันละคำ 407)

พงศาวดาร

คำนี้ เทียบคำบาลีจะเป็น วํส + อวตาร = วํสาวตาร
: วํส = พงศ, อวตาร = อวดาร, พงศ + อวดาร = พงศาวดาร

“วํส” ศัพท์เดิมหมายถึง “ไม้ไผ่” แปลเอาความตามรากศัพท์ว่า “ขยายตัวโดยเกาะเกี่ยวกันออกไป” (นึกถึงธรรมชาติของไผ่)

เมื่อนำมาใช้กับมนุษย์ “วํส” จึงมีความหมายว่า เชื้อชาติ, เชื้อสาย, วงศ์ตระกูล, ประเพณี, ขนบธรรมเนียมที่สืบต่อกันมา, ทางปฏิบัติที่เป็นมา, ชื่อเสียง, ราชวงศ์

“อวตาร” เป็นรูปสันสกฤต ตรงกับบาลีว่า “โอตาร” (โอ-ตา-ระ) แปลตามศัพท์ว่า “ข้ามลงมา”

สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน แปล “อวตาร” ว่า “การจุติของเทพดา, การเอาร่างของพระวิษณุ”

พจน.42 บอกความหมาย “อวตาร” ว่า “แบ่งภาคมาเกิดในโลก (ใช้แก่พระนารายณ์)” และบอกความหมายของ “พงศาวดาร” ว่า “เรื่องราวของเหตุการณ์เกี่ยวกับประเทศชาติหรือพระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขของประเทศชาตินั้น”

เรามีคตินิยมว่า พระมหากษัตริย์เป็นเสมือนพระนารายณ์อวตารลงมาดับเข็ญ เรียกว่า “พระอวตาร” (ตัดมาจาก “พระนารายณ์อวตาร”) จึงเรียกเรื่องราวความเป็นไปของพระมหากษัตริย์ว่า “พงศาวดาร” (โปรดสังเกตว่า เรื่องในพงศาวดารมักจะหนักไปในทางเล่าเหตุวิกฤตของบ้านเมือง ที่พูดถึงเหตุการณ์ยามปกติสุขมีน้อย)

เคยมีนักคิดสมัยใหม่วิจารณ์ว่า –
พงศาวดารมีแต่เรื่องพระมหากษัตริย์ ไม่เห็นมีเรื่องสามัญชน

คงลืมไปว่า :
เราทุกคนมีสิทธิ์เขียนพงศาวดารได้อยู่แล้ว

ชั่ว-ดีที่ทำในวันนี้หรือวันวาน
นั่นแหละพงศาวดารของเราเอง

Read More
บาลีวันละคำ

ดุลยพินิจ (บาลีวันละคำ 406)

ดุลยพินิจ

“ดุลย” บาลีเป็น “ตุลฺย” (ตุน-ลฺยะ เสียงตรงที่สุดคือออกเสียงว่า ตุน-เลียะ) แปลตามศัพท์ว่า ชั่ง, ประเมิน, พิจารณา, ใคร่ครวญ (ดูเพิ่มเติมที่คำว่า “สมดุล”)

พจน.42 บอกความหมายไว้ว่า เท่ากัน, เสมอกัน, ทัดเทียมกัน

“พินิจ” พจน.42 บอกคำแปลไว้ว่า พิจารณา, ตรวจตรา, เช่น เพ่งพินิจ

คำว่า “พินิจ” เขียนเป็น “วินิจ” ก็ได้ คำนี้น่าจะตัดมาจากบาลีว่า “วินิจฺฉย” (วิ-นิด-ฉะ-ยะ) ที่ใช้ในภาษาไทยว่า “วินิจฉัย” มีความหมายว่า ตัดสิน, ชี้ขาด; ไตร่ตรอง, ใคร่ครวญ

“วินิจฺฉย” สันสกฤตเป็น “วินิศฺจย”

คำที่มีความหมายคล้ายกันอีกคำหนึ่ง คือ “พินิศ” แปลว่า ดู, แลดู, เพ่งดู

“พินิศ” ก็น่าจะตัดมาจาก “วินิศฺจย” ในสันสกฤตนั่นเอง

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 บอกไว้ว่า

1 ดุลย- อ่านว่า ดุน-ละ-ยะ- ก็ได้ อ่านว่า ดุน-ยะ- ก็ได้
2 ดุลยพินิจ (มี ย ยักษ์) ก็ใช้ ดุลพินิจ (ไม่มี ย ยักษ์) ก็ใช้
3 ดุลยพินิจ – ดุลพินิจ เป็นคำนาม แปลว่า การวินิจฉัยที่เห็นสมควร

ถาม : “ดุลยพินิจ – วินิจฉัยที่เห็นสมควร” คืออย่างไร ?

ตอบ : คือวินิจฉัยให้เท่ากัน, เสมอกัน, ทัดเทียมกัน ตามเหตุที่สมควรแก่ผล ไม่ใช่เอียงไปเข้าข้างใดข้างหนึ่งด้วยอำนาจอคติ

: ดุลยพินิจ คือดาบอาญาสิทธิ์ของผู้มีอำนาจ
: ถ้าใช้ผิดก็จะกลับมาพิฆาตตัวผู้ใช้เอง

Read More
น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้