Author: Admin ชมรมธรรมธารา

บาลีวันละคำ

สญฺญา (บาลีวันละคำ 285)

สญฺญา

อ่านว่า สัน-ยา
ภาษาไทยเขียน “สัญญา” อ่านเหมือนบาลี

“สญฺญา” ประกอบด้วย สํ (พร้อมกัน) + ญา (ธาตุ = รู้) = สญฺญา มีความหมายหลายอย่าง คือ
– ความรู้สึก, ความรับรู้, ความจำได้, ความหมายรู้
– ความสังเกตจดจำ, ความสุขุม, ความตระหนัก
– แนวความคิด, ความคิด, ความเข้าใจ
– สัญญาณ, กิริยาท่าทาง, เครื่องแสดง, เครื่องหมาย
– ความประทับใจที่เกิดจากความรู้สึกและการจำได้, ความรู้สึกว่ามีบางสิ่งที่เหมือนกัน (เช่นเห็นคนหนึ่งแล้วนึกถึงอีกคนหนึ่ง)

Read More
บาลีวันละคำ

จราจร (บาลีวันละคำ 284)

จราจร
(บาลีไทย)

อ่านว่า จะ-รา-จอน

“จราจร” ตามรูปศัพท์ ประกอบด้วย จร + อาจร = จราจร
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 บอกความหมายของ “จราจร” ไว้ว่า “การที่ยวดยานพาหนะ คน หรือ สัตว์พาหนะเคลื่อนไปมาตามทาง”
คำว่า “เคลื่อนไปมา” ส่องเจตนาว่า “จร” ให้หมายถึง “ไป” และ “อาจร” ให้หมายถึง “มา” ทำนองเดียวกับ คมน = ไป, อาคม = มา : คมนาคม = การไปมา

Read More
บาลีวันละคำ

อนฺธพาล (บาลีวันละคำ 283)

อนฺธพาล

อ่านว่า อัน-ทะ-พา-ละ
ภาษาไทยเขียน “อันธพาล” อ่านว่า อัน-ทะ-พาน

“อนฺธพาล” ประกอบด้วย อนฺธ + พาล = อนฺธพาล
“อนฺธ” แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ป่วยทางจักษุ” ความหมายตามตัวคือ มืด, ตาบอด, ถูกทำให้แลไม่เห็น, ถูกปิดตา. ความหมายตามสำนวนคือ มืดมนทางใจ, มีใจไม่สดใส, ไม่มีเหตุผล, ไม่รู้ผิดชอบชั่วดี

“พาล” มีความหมาย 2 อย่าง คือ –
1 เด็กอ่อน, เด็กน้อย (แปลตามศัพท์ : “ผู้อันบิดามารดาคอยระวัง” “ผู้อันบิดามารดาต้องพาไปด้วย”)
2 คนพาล, คนโง่, ผู้อ่อนด้อย, ผู้ขาดเหตุผล (แปลตามศัพท์ : “ผู้มีชีวิตอยู่เพียงหายใจเข้าออก” “ผู้ตัดประโยชน์สองอย่าง คือประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน”)

Read More
บาลีวันละคำ

ยุคล (บาลีวันละคำ 282)

ยุคล

อ่านว่า ยุ-คะ-ละ
ในภาษาไทยใช้เหมือนกัน อ่านว่า ยุ-คน ถ้ามีศัพท์อื่นต่อท้าย อ่านว่า ยุ-คน-ละ-

“ยุคล” แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่ประกอบกันอยู่” หมายถึงคู่, ทั้งสอง, สิ่งที่เป็นคู่กัน เช่น ยุคลบาท (ยุ-คน-ละ-บาด) = เท้าทั้งคู่

“ยุคล” มีรากเดียวกับ “ยุค” (ยุ-คะ) ความหมายเดิมคือ ไม้ขวางเทียมคันไถหรือเกวียน คือแอก ซึ่งปกติใช้โคสองตัว (“ยุค” ความหมายนี้ใกล้กับภาษาอังกฤษ yoke = แอก, นำมาเข้าคู่, เทียมแอก)
“ยุค” จึงกลายความหมายเป็น “คู่” คือสองตัว หรือสองชิ้น และหมายถึงสิ่งที่เป็นคู่กันอยู่โดยปกติ
และเมื่อมองไปที่ชายหญิงที่ครองคู่กันแล้วมีลูกสืบเชื้อสาย ช่วงอายุขัยของคนคู่หนึ่งจึงเรียกว่า “ยุค” (ภาษาไทยอ่านว่า “ยุก”) “ยุค” จึงขยายความหมายไปอีกเป็น-คราว, สมัย, ระยะกาลที่จัดแบ่งตามช่วงอายุของคนและตามเหตุการณ์หรือสภาพความเป็นไปของโลก

Read More
บาลีวันละคำ

เปม (บาลีวันละคำ 281)

เปม

อ่านว่า เป-มะ

“เปม” สันสกฤตเป็น “เปฺรมนฺ” (ปฺเร-มัน) พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 มีคำว่า “เปรม” (เปฺรม) ให้ความหมายว่า สบาย, รื่นเริง, อิ่มใจ; ความรัก, ความชอบใจ

“เปม” แปลตามศัพท์ว่า “ภาวะแห่งความรัก” “ภาวะแห่งความอิ่มเอิบ”
ความหมายที่เข้าใจกันคือ ความรัก, ความเยื่อใย, ความเสน่หา

ความรักแบบ “เปม-เปฺรมนฺ-เปรม” มี 2 ลักษณะ คือ –
1 เคหสิตเปม (เค-หะ-สิ-ตะ-เป-มะ) แปลตามศัพท์ว่า “รักอาศัยเรือน” คือรักที่ต้องปลูกสร้างบ้านเรือน ท่านว่าชั้นเดิมเพื่อปิดบังจากสายตาของบุคคลที่สามเมื่อเวลาร่วมรัก ต่อมาก็ใช้เป็นที่อยู่อาศัยด้วย เป็นที่มาของคำว่า “ออกเรือน” หรือ “มีเรือน” ในภาษาไทย ซึ่งหมายถึงมีคู่ครอง
2 สทฺธาเปม (สัด-ทา-เป-มะ) แปลตามศัพท์ว่า “รักด้วยศรัทธา” คือรักด้วยความนับถือ เลื่อมใส ชื่นชม ยินดี ยกย่อง ปราศจากตัณหาราคะ

Read More
บาลีวันละคำ

ผาสุก (บาลีวันละคำ 280)

ผาสุก

อ่านว่า ผา-สุ-กะ
ภาษาไทยใช้เหมือนกัน อ่านว่า ผา-สุก

“ผาสุก” (เป็น “ผาสุ” (ผา-สุ) ก็มี) แปลตามศัพท์ว่า “ภาวะที่ชอบใจ” “ภาวะที่เบียดเบียนความทุกข์” หมายถึง ความสบาย, ความสะดวก, ความง่าย, ความรื่นรมย์, ความพอใจ, ความเพลิดเพลิน, ความบันเทิง, ความสนุกสนาน, น่าพอใจ, น่าดู, ให้ความพอใจ, น่ายินดี, ทำให้พอใจ, ทำให้ถูกใจ

โปรดสังเกตว่า “ผาสุก” ก ไก่ สะกด
คำนี้มักสะกดผิดเป็น “ผาสุข” (ข ไข่ สะกด) เพราะเราคุ้นกับคำว่า “สุข”
เคยมีผู้อธิบาย (ผิดๆ) ว่า “ผาสุข” คือ มีความสุขมั่นคงเหมือนภูผา ถ้าเขียนเป็น “ผาสุก” ก็จะหมายความว่า หินที่ถูกเผาจนสุก ซึ่งไม่ใช่สัญลักษณ์แห่งความสุข

Read More
บาลีวันละคำ

มริยาท (บาลีวันละคำ 279)

มริยาท

อ่านว่า มะ-ริ-ยา-ทะ
ภาษาไทยใช้ว่า “มารยาท” (มา-ระ-ยาด) และ “มรรยาท” (มัน-ยาด)

ส่วนประกอบของ “มริยาท” คือ ปริ (รอบ) + อา (กลับความ) + ทา (ธาตุ = ให้.กลับความ = ยึดเอา)
กระบวนการทางไวยากรณ์ คือ แปลง ป เป็น ม : ปริ = มริ
ลง ย อาคม ระหว่าง มริ + อา : มริ + ย + อา = มริยา + ทา
ลดเสียง อา ที่ ทา เป็น อ = มริยาท

“มริยาท” แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่กำหนดยึดถือ” แปลตามความหมายว่า กรอบ, ขอบเขต, เขตแดน, ขีดคั่น, ฝั่ง, เขื่อน, กฎ, การควบคุม, อยู่ในเส้นหรือเขตแดน, ปฏิบัติตามกฎ, อยู่ในความควบคุม

Read More
บาลีวันละคำ

มายา – ยามา (บาลีวันละคำ 278)

มายา – ยามา

บาลี 2 คำนี้ สลับเสียงสลับคำเหมือนจะล้อกัน แต่เป็นคนละคำกัน และมีความหมายคนละอย่าง

“มายา” เป็นคำบาลีที่เราค่อนข้างคุ้น มีความหมายว่า รูปลวง, การลวง, การล่อลวง, การหลอกลวง, การโกง, เล่ห์กระเท่ห์, เล่ห์กล, การแสร้งทํา, การตบตา, การหน้าไหว้หลังหลอก, สูตรลึกลับ, กลวิเศษ, การเล่นกล
“มายา” มีรูปคำ เสียง และความหมายอย่างเดียวกับ magic ในภาษาอังกฤษ

“ยามา” เป็นชื่อสวรรค์ชั้นที่ 3 ในภูมิสวรรค์ 6 ชั้น คือ จาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตดี
สวรรค์ชั้นยามามีท้าวสุยามเทพบุตรเป็นผู้ปกครอง

ชื่อ “ยามา” มีความหมายว่า “เทพผู้ไปจากทุกข์” “เทพผู้ถึงสุขทิพย์”
ปกติศัพท์นี้เป็น “ยาม” (ยา-มะ) แต่เมื่อเป็นชื่อสวรรค์ ใช้เป็นพหูพจน์ จึงเป็น “ยามา”

ผู้ที่ไม่คุ้นกับชื่อ “ยามา” มักเข้าใจผิดว่าสวรรค์ชั้นนี้ชื่อ “มายา” ซ้ำยังอธิบายว่า เป็นสวรรค์ชั้นที่มีความสวยงามชวนพิศวงหลงใหลราวกับมนตร์เสน่ห์มายา

Read More
บาลีวันละคำ

สันถวไมตรี (บาลีวันละคำ 277)

สันถวไมตรี

“สันถว” เป็นคำบาลี เขียนว่า “สนฺถว” อ่านว่า สัน-ถะ-วะ แปลตามศัพท์ว่า “ความชมเชย” แต่ใช้ในความหมายว่า ความคุ้นเคย, ความสนิทสนม
พจน.42 ให้ความหมายไว้ว่า การนิยมชมชอบกัน, การสรรเสริญซึ่งกันและกัน; ความคุ้นเคย, ความสนิทสนมกัน
ฝรั่งแปล “สนฺถว” ว่า acquaintance, intimacy
พจนานุกรม สอ เสถบุตร แปล intimacy ว่า ใกล้ชิด, สนิทสนม, สนิทสนมกันในทางชู้สาว
เมื่อตอนเรียนบาลี อาจารย์ท่านสอนให้แปลศัพท์ “สนฺถว” ว่า “ความเชยชิด”

“สนฺถว” เป็นความสนิทสนมอย่างแนบแน่น ถ้าเพศเดียวกันก็ระดับเพื่อนรักเพื่อนเกลอ คือเพื่อนที่สามารถตายแทนกันได้ ถ้าต่างเพศก็ถึงระดับคู่นอน

Read More
บาลีวันละคำ

นิทาน (บาลีวันละคำ 276)

นิทาน

อ่านว่า นิ-ทา-นะ
ภาษาไทยใช้เหมือนกัน อ่านว่า นิ-ทาน

“นิทาน” (นิ + ทาน = ให้) แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่ให้ผล” “สิ่งที่ให้ความกระจ่าง” “สิ่งเป็นเครื่องกำหนด” ความหมายคือ บ่อเกิด, แหล่งกำเนิด, เหตุเกิด, เรื่องเดิม, ข้ออ้าง

ความหมายที่เด่นชัดของ “นิทาน” ในภาษาบาลีคือ เรื่องราวที่เป็นเหตุให้ต้องบัญญัติศีลของภิกษุ หรือเป็นเหตุให้พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุทำเช่นนั้นเช่นนี้ได้ เช่น

– แต่เดิมภิกษุเที่ยวเก็บผ้าที่เขาทิ้งแล้วมาปะเย็บย้อมทำเป็นจีวรใช้นุ่งห่ม (ที่เรียกว่า ผ้าบังสุกุล) ต่อมาหมอชีวกมีศรัทธาทำจีวรสำเร็จรูปไปถวายพระ พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้ภิกษุรับจีวรสำเร็จรูปได้ หมอชีวกก็เป็น “นิทาน” ของเรื่องนี้

Read More
น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้