บาลีวันละคำ

บาลีวันละคำ

คะเน (บาลีวันละคำ 789)

คะเน

คำที่ชวนคะนึง

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –

“คะเน : (คำกริยา) กะ, คํานวณเอาอย่างหยาบ ๆ, เช่น คะเนให้พอดี”

ภาษาบาลีมีธาตุ (= รากของศัพท์) ตัวหนึ่ง คือ คณฺ ธาตุ (อ่านว่า คะ-นะ-ทาด) มีคำบอกความหมายว่า –

(1) คณเน = นับ, คำนวณ
(2) สงฺขฺยาเน = นับ

คณฺ ธาตุ รูปคำกริยาสามัญ ปฐมบุรุษ เอกพจน์ เป็น “คเณติ” (คะ-เน-ติ) นักเรียนบาลีเมืองไทยแปลกันว่า “ย่อมนับ”
ถ้าลงวิภัตติอาขยาตบางหมวด จะได้รูปเป็น “คเณ” (คะ-เน) แปลว่า “พึงนับ”

“คเณติ” หรือ “คเณ” พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปลว่า –
(1) to count, to reckon, to do sums (นับ, คำนวณ, บวกเลข)
(2) to regard, to take notice of, to consider, to care for (มองดู, สังเกต, พิจารณา, เอาใจใส่)

ความหมายตามข้อ (2) นับว่าคล้ายหรือใกล้กับความหมายของ “คะเน” ในภาษาไทยมากทีเดียว

Read More
บาลีวันละคำ

รถไฟ (บาลีวันละคำ 788)

รถไฟ
บาลีว่าอย่างไร

รถไฟ เป็นยานพาหนะยุคใหม่ จึงไม่มีคำบาลีที่หมายถึง “รถไฟ” ปรากฏในคัมภีร์ แต่มีคำที่นักปราชญ์ทางภาษาบาลีผูกขึ้นใช้เรียก

พจนานุกรม สอ เสถบุตร แปลคำว่า “รถไฟ” เป็นภาษาอังกฤษว่า a train, railroad, railway

พจนานุกรมอังกฤษ-บาลี แปล train เป็นบาลีว่า dhūmarathapanti ธูมรถปนฺติ (ทู-มะ-ระ-ถะ-ปัน-ติ)

ธูมรถปนฺติ ประกอบด้วย ธูม + รถ + ปนฺติ

“ธูม” (ทู-มะ) แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่เคลื่อนไหวขึ้นไปข้างบน” หมายถึง ควัน หรือไอ (smoke, fumes)

“รถ” (ระ-ถะ) แปลตามศัพท์ว่า “ยานที่ยังให้เกิดสุขารมณ์ ความสนุกเพลิดเพลิน ความดีใจ” แรกที่มนุษย์ประดิษฐ์รถขึ้นมาน่าจะเพื่อการเล่นสนุก นักภาษาจึงให้ความหมายเช่นนี้ ต่อมาจึงใช้รถเพื่อการอื่นๆ เช่นการเดินทาง การขนส่ง และการรบ

Read More
บาลีวันละคำ

อาชญากร (บาลีวันละคำ 787)

อาชญากร

อ่านว่า อาด-ยา-กอน และ อาด-ชะ-ยา-กอน
(ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554)

ประกอบด้วย อาชญา + กร

“อาชญา” เป็นรูปคำสันสกฤต
บาลีเป็น “อาณา” (อา-นา)

“อาณา” ตามรากศัพท์แปลว่า “การบอกให้รู้ทั่ว” ขยายความว่า “ประกาศให้รู้และให้ปฏิบัติตาม” หมายถึง คำสั่ง, ข้อบังคับ, การบังคับบัญชา, การสั่ง, อำนาจ (order, command, authority)

“กร” รากศัพท์มาจาก กรฺ (ธาตุ = ทำ) + อ ปัจจัย
: กรฺ + อ = กร แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ทำ” หมายถึง ผลิต, ก่อ, ประกอบ, สร้าง, กระทำ (producing, causing, forming, making, doing)

“กร” ยังหมายถึง “ผู้ทำ” (the maker) โดยตรง และตีความว่าหมายถึง “มือ” ได้ด้วย แปลตามศัพท์ว่า “อวัยวะเป็นเครื่องทำงาน”

อาชญา + กร = อาชญากร พจน.54 บอกไว้ว่า –

“อาชญากร : ผู้ก่ออาชญากรรม, ผู้กระทําความผิดที่เป็นคดีอาญา”

คำว่า “อาชญา” และ “อาชญากรรม” พจน.54 บอกไว้ว่า –

– อาชญา : อํานาจ; โทษ (มักใช้สําหรับพระเจ้าแผ่นดินหรือเจ้านาย) เช่น พระราชอาชญา. (ส.; ป. อาณา).
– อาชญากรรม : การกระทําความผิดทางอาญา.

Read More
บาลีวันละคำ

ประหาร (บาลีวันละคำ 786)

ประหาร

อ่านว่า ปฺระ-หาน

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –

“ประหาร : (คำนาม) การตี, การฟัน, การล้าง, การผลาญ.ก. ฆ่า, ทําลาย. (ส. ปฺรหาร; ป. ปหาร)”

“ประหาร” บาลีเป็น “ปหาร” (ปะ-หา-ระ) สันสกฤตเป็น “ปฺรหาร” เราเขียนอิงสันสกฤตเป็น “ประหาร”

“ปหาร” รากศัพท์มาจาก ป (คำอุปสรรค = ทั่ว, ข้างหน้า, ก่อน, ออก) + หรฺ ธาตุ + ณ ปัจจัย, ทีฆะ (ยืดเสียง) สระที่ต้นธาตุ ด้วยอำนาจของปัจจัยที่มี “ณ” : อ > อา
: ป + หรฺ > หาร = ปหาร + ณ = ปหาร

หรฺ ธาตุ มีความหมาย 2 อย่าง คือ –

Read More
บาลีวันละคำ

จำพรรษาไม่ใช่จำวัด (บาลีวันละคำ 785)

จำพรรษาไม่ใช่จำวัด

คำว่า “จำพรรษา” ในภาษาบาลีมีคำที่ใช้อยู่ 2 คำ คือ –

(1) “วสฺสูปนายิกา” (วัด-สู-ปะ-นา-ยิ-กา) แปลตามศัพท์ว่า “ดิถีเป็นที่น้อมไปสู่กาลฝน” มาจาก วสฺส (= ฤดูฝน) + อุป (= เข้าไป, ใกล้) + นี (ธาตุ = นำไป) + อิก ปัจจัย + อา ปัจจัยอิตถีลิงค์

: วสฺส + อุป = วสฺสูป + นี > เน > นาย = วสฺสูปนาย + อิก = วสฺสูปนายิก + อา = วสฺสูปนายิกา (ติถี) เขียนแบบไทยว่า “วัสสูปนายิกาดิถี” แปลว่า “วันเข้าพรรษา” เป็นคำเรียกเฉพาะวันเข้าพรรษา (คือวันนี้) เพียงวันเดียว

(2) “วสฺสูปวาส” (วัด-สู-ปะ-วา-สะ) คำกริยาว่า วสฺสํ อุปวสติ (วัด-สัง อุ-ปะ-วะ-สะ-ติ) มาจาก วสฺส (= ฤดูฝน) + อุป (= เข้าไป, ใกล้) + วาส (= การอยู่)

: วสฺส + อุป = วสฺสูป + วาส = วสฺสูปวาส เขียนแบบไทยว่า “วัสสูปวาส” (วัด-สู-ปะ-วาด) แปลว่า “การเข้าจำพรรษา” หมายถึงการพักอยู่กับที่ตลอดฤดูฝน ตรงกับที่เราพูดว่า “จำพรรษา”

คำว่า วัสสูปนายิกาดิถี และ วัสสูปวาส ไม่เป็นที่คุ้นปากคุ้นหู และไม่มีเก็บไว้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน

เรื่องที่ควรสังเกตก็คือ เวลานี้มีผู้ใช้คำว่า “จำวัด” ในที่ที่หมายถึง “จำพรรษา” กันมากขึ้น เช่น “ปีนี้พระมหาทองย้อยจำวัดอยู่ที่วัดมหาธาตุ”

“จำพรรษา” พจน.54 บอกไว้ว่า “อยู่ประจําที่วัด ๓ เดือนในฤดูฝน (ใช้แก่พระสงฆ์)”

Read More
บาลีวันละคำ

อาสาฬหบูชา (บาลีวันละคำ 784)

อาสาฬหบูชา

ประกอบด้วย อาสาฬห + บูชา

(๑) “อาสาฬห” บาลีเป็น “อาสาฬฺห” (มีจุดใต้ ฬฺ)

“อาสาฬฺห” เป็นชื่อหมู่ดาว

หนังสือ ศัพท์วิเคราะห์ ของ พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ.9, ราชบัณฑิต) แสดงความหมายของศัพท์ไว้ว่า –

“อาสาฬฺโห นาม ภตีนํ ทณฺโฑ, ตํสณฺฐานตฺตา อาสาฬฺหา = ดาวที่มีรูปร่างเหมือนไม้คานของคนรับจ้าง”

เมื่อดวงจันทร์โคจรผ่านกลุ่มดาวนี้จึงเรียกชื่อเดือนนั้นว่า “อาสาฬฺห” คือเดือน 8 ทางจันทรคติ ตกราวมิถุนายน – กรกฎาคม

(๒) “บูชา” บาลีเป็น “ปูชา” รากศัพท์ คือ ปูชฺ (ธาตุ = บูชา) + อ (ปัจจัย) + อา (ปัจจัยอิตถีลิงค์) = ปูชา

ปูชา – บูชา หมายถึง การให้เกียรติ, การนับถือ, การแสดงความภักดี (honour, worship, devotional attention)

อาสาฬฺห + ปูชา = อาสาฬฺหปูชา > อาสาฬหบูชา

“อาสาฬหบูชา” แปลว่า “การบูชาในเดือน 8” หมายถึงการบูชาในวันเพ็ญเดือน ๘ เพื่อรำลึกถึงคุณพระรัตนตรัยเป็นการพิเศษ เนื่องในวันที่ (1) พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา คือ ธัมมจักกัปปวัตนสูตร (2) ทำให้เกิดมีปฐมสาวก คือ พระอัญญาโกณฑัญญะ และ (3) เกิดสังฆรัตนะครบพระรัตนตรัย

Read More
บาลีวันละคำ

เพชฌฆาต (บาลีวันละคำ 783)

เพชฌฆาต

อ่านว่า เพ็ด-ชะ-คาด
บาลีเป็น “วชฺฌฆาต” อ่านว่า วัด-ชะ-คา-ตะ
ประกอบด้วย วชฺฌ + ฆาต

“วชฺฌ” รากศัพท์มาจาก วธฺ (ธาตุ = ฆ่า) + ณฺย ปัจจัย, แปลง ณฺย กับ ธ ที่สุดธาตุเป็น ชฺฌ
: วธฺ + ณฺย (ธฺ + ณฺย > ชฺฌ) = วชฺฌ
(บางตำราว่าเป็น หนฺ (ธาตุ = ฆ่า) + ณฺย แปลง หนฺ กับ ณฺย เป็น วชฺฌ)

วชฺฌ แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ที่พึงฆ่า” ใช้เป็นคุณศัพท์ หมายถึง สมควรฆ่า, หรือประหารชีวิต; ผู้ที่จะต้องประหารชีวิต; สมควรจะตาย (to be killed, slaughtered or executed; object of execution; meriting death)

“ฆาต” รากศัพท์มาจาก หนฺ (ธาตุ = ฆ่า) + ณฺย ปัจจัย, แปลง หนฺ กับ ณฺย เป็น ฆาต แปลตามศัพท์ว่า “การฆ่า” หมายถึง การทำให้ตาย, ฆาตกรรม; การประหาร, การทำลาย, การปล้น (killing, murdering; slaughter, destruction, robbery)

วชฺฌ + ฆาต = วชฺฌฆาต แปลตามศัพท์ว่า “การประหารผู้ที่สมควรตาย” และใช้เป็นคุณศัพท์ของบุคคลหมายถึง “ผู้ประหารผู้ที่สมควรตาย” (วชฺฌ = ผู้ที่สมควรตาย, ฆาต = ผู้ประหาร)

ในภาษาไทยใช้ว่า “เพชฌฆาต” แผลง วชฺฌ เป็น เพชฌ (คำเทียบ ว- เป็น เพ- เช่น วชิร = เพชร)

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –

“เพชฌฆาต : (คำนาม) เจ้าหน้าที่ประหารชีวิตนักโทษที่ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ประหารชีวิต. (ป. วชฺฌฆาตก)”

Read More
บาลีวันละคำ

วาสนาบารมี (บาลีวันละคำ 782)

วาสนาบารมี
(บาลีไทย)

อ่านว่า วาด-สะ-หฺนา-บา-ระ-มี
เป็นการเอาคำว่า “วาสนา” กับ “บารมี” มาพูดรวมกัน

“วาสนา” บาลีอ่านว่า วา-สะ-นา รากศัพท์มาจาก –

(1) วสฺ (ธาตุ = อยู่) + ยุ ปัจจัย + อา (ปัจจัยอิตถีลิงค์), ทีฆะต้นธาตุ คือ อ ที่ ว- เป็น อา, แปลง ยุ เป็น อน
: วสฺ > วาส + ยุ > อน = วาสน + อา = วาสนา แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่อยู่ในจิต”

(2) วาสฺ (ธาตุ = อบ, บ่ม) + ยุ ปัจจัย + อา (ปัจจัยอิตถีลิงค์), แปลง ยุ เป็น อน
: วาส + ยุ > อน = วาสน + อา = วาสนา แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งอันเขาบ่มเพาะมา”

ขยายความว่า กิริยาอาการหรือลักษณะการพูดจาเป็นต้น ที่เป็นเอกลักษณ์พิเศษหรือเฉพาะตัวของบุคคล ซึ่งนอนเนื่องอยู่ในจิตหรือได้สั่งสมอบรมมาเป็นเวลานาน ถึงข้ามภพข้ามชาติ จนเคยชินติดเป็นพื้นนิสัยประจำตัวและแก้ไม่หายทั้งๆ ที่จิตเจตนามิได้ต้องการเป็นเช่นนั้น เช่น กิริยาเรียบร้อยหรือหลุกหลิก คำพูดกระโชกโฮกฮากหรือนุ่มนวล คำติดปากที่หยาบหรือสุภาพ เป็นต้น เหล่านี้บาลีเรียกว่า “วาสนา”

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “วาสนา” ว่า that which remains in the mind, tendencies of the past, impression (สิ่งที่เหลืออยู่ในใจ, แนวโน้มของอดีต, ความฝังใจหรือประทับใจ)

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –

“วาสนา : บุญบารมี, กุศลที่ทําให้ได้รับลาภยศ, เช่น เด็กคนนี้มีวาสนาดี เกิดในกองเงินกองทอง, มักใช้เข้าคู่กับคำ บุญ หรือ บารมี เป็น บุญวาสนา

Read More
บาลีวันละคำ

ภาษา กับ อักษร (บาลีวันละคำ 781)

ภาษา กับ อักษร

“ภาษา” บาลีเป็น “ภาสา” (ส เสือ) อ่านว่า พา-สา
สันสกฤตเป็น “ภาษา” (ษ ฤๅษี) เราเขียนตามสันสกฤตเป็น “ภาษา”

“ภาสา” รากศัพท์มาจาก –

(1) ภาส (ธาตุ = พูด) + อ ปัจจัย + อา (ปัจจัยอิตถีลิง์)
: ภาส + อ = ภาส + อา = ภาสา แปลตามศัพท์ว่า “การพูด” “วาจาอันคนพูด”

(2) ภา (ธาตุ = สว่าง, รุ่งเรือง) + ส ปัจจัย + อา (ปัจจัยอิตถีลิง์)
: ภา + ส = ภาส + อา = ภาสา แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่ส่องสว่าง” “สิ่งที่รุ่งเรือง”

ภาสา – ภาษา ความหมายที่เข้าใจกันคือ คำพูด, ถ้อยคำ, วาจา (speech, language)

“อักษร” บาลีเป็น “อกฺขร” อ่านว่า อัก-ขะ-ระ
สันสกฤตเป็น “อกฺษร” เราเขียนตามสันสกฤตเป็น “อักษร” (อัก-สอน)

“อกฺขร” รากศัพท์มาจาก –

(1) น (= ไม่, ไม่ใช่) + ขร (= แข็ง, ธาตุ = พินาศ) + อ ปัจจัย, แปลง น เป็น อ, ซ้อน ก
: น > อ (+ ก) + ขรฺ = อกฺขร แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่ไม่เป็นของแข็ง” “สิ่งที่ไม่พินาศไป” คือไม่เสื่อมสิ้นไป

(2) น (= ไม่, ไม่ใช่) + ขี (ธาตุ = สิ้นไป) + อร ปัจจัย, แปลง น เป็น อ, แปลง อี (ที่ ขี) เป็น อ, ซ้อน ก
: น > อ (+ ก) + ขี = อกฺขี > อกฺข + อร = อกฺขร แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่ไม่สิ้นไป” คือใช้ไม่มีวันหมด

Read More
บาลีวันละคำ

อธิปไตยชื่อแปลกๆ (บาลีวันละคำ 780)

อธิปไตยชื่อแปลกๆ

ผู้เขียนบาลีวันละคำได้อ่านโพสต์ของ Koson Chopaka เมื่อ 7 กรกฎาคม 2557 ยกคำที่ อริสโตเติล ใช้ในงานนิพนธ์เรื่อง มิตรภาพ ตาม “ศัพท์ของพ่อก้อน คนรุ่น พ.ศ. 2468 ต้นรัชกาลที่ 7” ในหนังสือ (ดูภาพประกอบ) มาแสดง มีข้อความเป็นคำเรียกอธิปไตยเป็นคำบาลีหลายคำ เห็นว่าเป็นคำที่แปลก แต่น่ารู้ จึงขอยกมาแสดงความหมายทางภาษา ดังนี้ (ในที่นี้ไม่อธิบายคำว่า “อธิปไตย” เพราะเป็นที่เข้าใจกันทั่วไปแล้ว)

(1) กุลีนาธิปไตย ตรงกับ Aristocracy เป็นวิธีปกครองของเจ้า หรือคนชั้นสูง.

กุลีน + อธิปไตย = กุลีนาธิปไตย

กุลีน มาจาก กุล (= ตระกูล) + อิน ปัจจัย, ทีฆะ อิ เป็น อี = กุลีน แปลว่า ผู้มีสกุล, ผู้สูงศักดิ์, ผู้ดี (descendant of a recognized clan) เรียกตามภาษาปากสมัยนิยมก็น่าจะตรงกับ “ไฮ-โซ”

(2) ธนิกาธิปไตย ตรงกับ Timocracy เป็นวิธีปกครองของพลเมืองที่มีสมบัติและรายได้พอเพียงตามฐานะ.

ธนิก + อธิปไตย = ธนิกาธิปไตย
ธนิก มาจาก ธน + อิก ปัจจัย (ปัจจัยตัวนี้มีความหมายว่า “ผู้มี-” หรือ “ผู้ประกอบด้วย-”) = ธนิก แปลตามศัพท์ว่า “ผู้มีทรัพย์” แต่ใช้ในความหมายว่า เจ้าหนี้ (a creditor) คำที่เข้าใจกันง่ายๆ คือ คนมีเงิน พวกเศรษฐี หรือภาษาปากว่า “คนมีกะตังค์”

(3) ทารุณาธิปไตย ตรงกับ Tyranny เป็นวิธีปกครองของกษัตริย์ที่ไม่เห็นแก่ทศพิธราชธรรมและโหดร้าย.

Read More
น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้